Year: 2018

สังขละบุรี ธรรมชาติอันงดงามถ้าได้ไปสักครั้งจะดีต่อใจ

สังขละบุรี ธรรมชาติอันงดงามถ้าได้ไปสักครั้งจะดีต่อใจ

สถานที่เที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีอันเลื่องชื่ออีกแห่ง มีผู้คนจำนวนมากนิยมเดินทางกันไปนั่นคือ สังขละบุรี เมืองที่อาจเรียกได้ว่าติดชายแดนไทยพม่าจนกลายเป็นดินแดนสองวัฒนธรรมแล้วอาศัยอยู่กันได้อย่างลงตัวสุดๆ เหมาะกับการเดินทางเพื่อไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตความงดงามของผู้คน อาหารอร่อย สถานที่ท่องเที่ยวบรรยากาศดีๆ เป็นเมืองที่หล่อเลี้ยงด้วยสายน้ำขนานแท้จนกลายเป็นวิถีชีวิตแบบชินตา ใครก็ตามหาก ได้มีโอกาสมายังเมืองแห่งนี้จะต้องประทับใจกับความสงบ ความเป็นกันเอง และอีกหลากหลายเรื่องราว สังขละบุรี เมืองดีๆ ที่มีความงดงามในตัวเอง สังขละบุรีเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดกับประเทศพม่าทำให้เมืองแห่งนี้มีวัฒนธรรมไทยผสมผสานกับวัฒนธรรมพม่าได้อย่างลงตัว หากใครได้มีโอกาสเดินทางไปเชื่อว่าต้องหลงมนต์เสน่ห์แห่งความงดงามของสังขละบุรีแบบถอนตัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอน จุดเด่นแรกที่อยากแนะนำให้ทุกคนมารู้จักเมื่อมาเยือนยังเมืองแห่งนี้ก็คือ สะพานมอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้พาดผ่านเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียเพื่อเข้าไปยังหมู่บ้านมอญ ได้รับการยกให้เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และมีความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งของพม่า ถือเป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นของเมืองสังขละบุรีที่ทุกคนคุ้นชิน ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายืนจุดอันเป็นโลโก้พร้อมชักภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งระหว่างการยืนถ่ายรูปอยู่นั้นเราอาจเห็นวิถีชีวิตหนึ่งอันน่าตื่นเต้นคือการกระโดดจากสะพานมอญลงไปยังแม่น้ำซองกาเรียของเด็กๆ ที่นี่ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติมาก อีกความน่าสนใจก็คือเมืองสังขละบุรีแห่งนี้หากใครต้องการชื่นชมประวัติศาสตร์หรือเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ จะมีมัคคุเทศก์น้อยสำหรับการให้ความรู้ บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับสังขละบุรีแบบละเอียดยิบพร้อมด้วยการแต่งกายแบบชาวมอญบวกกับน้ำเสียงแสนน่ารักชวนหลงใหลบางทีฟังอยู่เพลินๆ อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องมัคคุเทศก์น้อยบรรยายครบจบไปทุกหัวข้อแล้ว ส่วนสายทำบุญที่แนะนำอยากให้ไปยังสังขละบุรีแห่งนี้มากๆ นั่นเพราะจะมีพิธีตักบาตรมอญซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวสังขละบุรีที่สืบทอดกันมายาวนาน ทุกๆ 6.30 น. ชาวบ้าน นักท่องเที่ยว จะต่อคิวอย่างเนืองแน่นสำหรับรอใส่บาตรพระสงฆ์ พบเห็นเด็กน้อยนำโถข้าวต่อกันหลายชั้นวางไว้บนศีรษะ พบผู้คนแต่งตัวสไตล์ชาวมอญให้ได้ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศยามเช้ากันอย่างชุ่มปอด ใครต้องการหลีกหนีความวุ่นวายมาพบเจอกับบรรยากาศแสนเรียบง่าย เงียบสงบ ต้องมาสัมผัสกับสังขละบุรีรับรองว่ามีอะไรดีๆ ให้ประทับใจมากมาย

Read More
เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 สถานที่ย้อนอดีตเหมือง บุพเพสันนิวาส

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 สถานที่ย้อนอดีตเหมือง บุพเพสันนิวาส

การให้ความใส่ใจกับวัฒนธรรมไทยถือเป็นเรื่องดีที่คนรุ่นใหม่อย่างเราทุกคนควรต้องอนุรักษ์เอาไว้ให้ยาวนนาน ไม่อย่างนั้นวิถีชีวิต การแต่งกาย อาหารการกิน หรือแม้แต่ศิลปะทางคำพูด ศิลปะไทย นาฏศิลป์ ต่างๆ จะหายไปหากไร้ซึ่งคนสืบทอด ด้วยเหตุนี้เองจึงได้เกิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ขึ้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเน้นในเรื่องการนำเสนอวัฒนธรรมไทยแบบที่คนไทยควรเป็นแถมยังเป็นการช่วยให้คนไทยมองเห็นคุณค่าของความงดงามแบบในอดีตอีกด้วย สถานที่ดังกล่าวมีชื่อว่า เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เมืองท่องเที่ยวแบบย้อนยุคที่ไม่ใช่แค่บรรยากาศรอบข้างแต่คนที่จะเข้าไปในเมืองนี้ก็ต้องย้อนยุคตามด้วย กลิ่นอายความเป็นไทยพาให้หลงเข้าไปยัง เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะเป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่กว่า 60 ไร่ ในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการจำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ยุครัชกาลที่ 5 ส่วน ร.ศ. 124 ก็มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ทรงประกาศเลิกทาสเอาไว้เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ซึ่งตรงกับ ร.ศ. 124 นั่นเอง สำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศการใช้ชีวิตแบบริมคลองสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีการจำลองพื้นที่ต่างๆ เอาไว้มากมาย เช่น สะพานหัน ในอดีตพื้นที่ของสะพานหันจริงๆ คือการล่องเรือค้าขายของผู้คน ในอดีตสะพานแห่งนี้ของสยามเป็นสะพานไม้แผ่นเดียวพาดข้ามคลอง ปลายฝั่งหนึ่งจะตรึงแน่นกับที่ ส่วนอีกฝั่งจะไม่มีการตรึงไว้เพื่อให้หันไปมาเวลาเรือแล่นผ่าน กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานแห่งนี้ใหม่เป็นโครงเหล็กมีความแข็งแรง กระทั่งรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนรูปแบบทำเป็นสะพานริอัลโตทีนครเวนิส และปองเตเวกคิโอ ณ เมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี ลักษณะสะพานไม้โค้งกว้าง สองฝั่งมีห้องแถวสำหรับขายของ นอกจากนี้จุดเด่นของ เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ที่ควรค่ากับการได้ไปสัมผัสก็คือมีการแต่งชุดไทยเดินชมภายในสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ แลกเหรียญแบบเงินพดด้วงสมัยก่อนสำหรับการจับจ่ายซื้อของ มีขนมไทยหายากมากมายซึ่งสมัยนี้คงพบเห็นได้ยากยิ่ง เช่น ช่อม่วง มีวิถีชีวิตอย่างการใช้กระต่ายขูดมะพร้าว การเดินทางด้วยรถลากแบบสมัยก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างนี้คือความน่าสนใจจนต้องเดินทางไปยัง เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เพื่อพบเห็นด้วยตาตนเองว่ามันสวยงามมากขนาดไหน แม้ใครไม่มีชุดไทยที่นี่ก็มีไว้ให้เช่าบริการไม่ต้องเป็นห่วง มาร่วมอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ด้วยกันกับการเดินทางมายังเมืองมัลลิกา ร.ศ.124

Read More

น้ำตกเอราวัณ น้ำใสสะอาด บรรยากาศดีจนใครๆ ก็ต้องไปสัมผัส

น้ำตกเอราวัณเป็นอีกจุดหมายปลายทางที่เหล่านักท่องเที่ยวต้องการมาเยือน ตั้งอยู่ในอำเภอศรีสวัสดิ์จังหวัดกาญจนบุรี เป็นน้ำตกที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ บนริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย มีชื่อเดิมก่อนหน้านี้ว่าน้ำตกสะด่วงม่องล่าย เพราะมีต้นทางน้ำจากยอดเขาตาม่องล่ายบนเทือกเขาสลอบ ระยะทางของสายน้ำตกยาว 1,500 เมตร น้ำตกแสนสวยแห่งนี้มีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกันออกไปและมีชื่อเรียกที่ไพเราะตามเอกลักษณ์ของน้ำตกแต่ละชั้น มีแอ่งน้ำในน้ำตกให้ได้ลงไปแช่น้ำใสเย็นสบายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดที่อยู่ไม่ไกลใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น น้ำตกเอราวัณชั้นแรกมีชื่อเรียกว่า ไหลคืนรัง เป็นน้ำตกชั้นที่มีปลาอาศัยอยู่อย่างชุกชุมที่สุดเหมือนเป็นรังที่อาศัยของเหล่าปลา โดยเฉพาะปลาพลวง ปลาพลวงเป็นปลาน้ำจืดสีเขียวอมน้ำตาลตัวใหญ่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับปลาตะเพียน น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 2 มีชื่อว่า วังมัจฉา ในธารน้ำตกชั้นที่สองนี้น้ำแบ่งเป็นสองสีสวยงามคือน้ำใสและน้ำที่มีสีเขียว และยังมีม่านน้ำตกอยู่ด้วย ในชั้นที่สองนี้ยังคงมีปลาแหวกว่ายกันอยู่มากมาย น้ำตกเอราวัณชั้นที่  3 มีชื่อว่า ผาน้ำตก เพราะมีน้ำตกที่ทิ้งตัวลงมาจากผาหินสูงชันมีสะพานไม้ให้เดินขึ้นไปสู่น้ำตกชั้นที่ 4 น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 4 มีชื่อว่า อกผีเสื้อ ชื่อนี้ได้มาจากลักษณะของก้อนหินใหญ่ที่อยู่ในน้ำตกมีลักษณะมองไปคล้ายหน้าอกของหญิงสาว น้ำตกที่ไหลพาดผ่านก้อนหินทั้งสองก้อนให้ความรู้สึกถึงความนุ่มนวลคล้ายกับว่าเป็นอกนุ่มไม่ใช่ก้อนหินสองก้อนที่แข็งกร้าว น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 5 มีชื่อว่า เบื่อไม่ลง ส่วนน้ำตกชั้นที่ 6 ชื่อ ดงพฤกษา ชั้นสูงสุดชั้นที่ 7 ชื่อว่า ภูผาเอราวัณ การมาเที่ยวยังน้ำตกเอราวัณนักท่องเที่ยวจะได้เล่นน้ำและชมธรรมชาติอันสวยงาม มีกิจกรรมที่จัดขึ้นแก่นักท่องเที่ยวเป็นการเดินป่าชมธรรมชาติในระยะทาง 1000 กว่าเมตรใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง และอีกเส้นทางหนึ่งมีระยะทางที่ยาวกว่าคือประมาณ 1940 กิโลเมตร ไปจรดที่น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 4 โดยจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณนำเดินป่าและมีการบรรยายถึงธรรมชาติรอบๆ ตัวด้วย ค่าธรรมเนียมในการเข้าชมอุทยานแห่งาติเอราวัณและน้ำตกเอราวัณผู้ใหญ่คิดราคา 40 บาท เด็ก 20 บาท มีรถกอล์ฟให้บริการรับส่งในราคาเที่ยวละ 20 บาท หากใครที่ต้องการค้างแรมที่น้ำตกเอราวัณทางอุทยานก็มีทั้งสถานที่กางเต้นท์ อุปกรณ์กางเต้นท์และบ้านพักไว้บริการมากมาย

Read More
ทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ ลองไปดูแล้วจะพบสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต

ทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ ลองไปดูแล้วจะพบสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต

หากกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคแถบตะวันตกของไทยแล้วคงจะไม่มีที่ไหนมีชื่อเสียงมากไปกว่าทางรถไฟสายมรณะ เพราะที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่และเป็นสิ่งก่อสร้างประวัติศาสตร์ที่คนทั่วโลกจะต้องจดจำ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนระลึกถึงความโหดร้ายและโศกนาฏกรรมแห่งสงครามโลกครั้งที่สองของมวลมนุษยชาติ ท่ามกลางความสวยงามที่แวดล้อมอยู่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติดั้งด้นเดินทางมาเพื่อสัมผัส คนไทยเราเองจึงควรได้ไปเยือนให้ได้อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง ใกล้ๆ กันมีถ้ำที่มีชื่อเสียงคือ ถ้ำกระแซะ ทั้งสองที่นี้เราจะได้นำมารีวิวเป็นแนวทางสำหรับใครที่กำลังเตรียมทริปเที่ยวกาญจนบุรี ถ้ำกระแซะเป็นจุดชมวิวและเป็นสถานีรถไฟอยู่บนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่นี่ถูกกล่าวขานกันว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดและอันตรายที่สุดในเส้นทางรถไฟสายนี้ ลักษณะของถ้ำกระแซะเป็นถ้ำขนาดเล็กที่ทอดตัวอยู่ริมหน้าผาสูงใกล้กับทางรถไฟสายมรณะ ที่พักของเชลยศึกคือทหารเชลยฝ่ายพันธมิตรที่ถูกใช้แรงงานอย่างโหดเหี้ยมในช่วงที่มีการสร้างทางรถไฟจากประเทศไทยเชื่อมไปยังประเทศพม่าในช่วงสงครามโลก ว่ากันว่าการก่อสร้างทางรถไฟในบริเวณนี้ถือเป็นการก่อสร้างที่อันตรายที่สุด มีเชลยศึกจำนวนมากที่ต้องสังเวยชีวิตไป ณ จุดนี้ เพราะสองข้างทางฟากฝั่งหนึ่งเป็นหุบเหวสูงลึกถ้าตกลงไปร่างจะดำดิ่งสู่แม่น้ำแควใหญ่ทันที อีกฝั่งจะต้องตัดหินที่เป็นผาสูงชัน แต่ในความเศร้าและเรื่องราวต่างๆ กลับต้องสยบยอมให้กับวิวโดยรอบที่สวยงามจนไม่หน้าเชื่อ ที่นี่ระยะทางช่วงทางรถไฟและสถานีถ้ำกระแซะมีระยะทางประมาณ 400 เมตร สามารถเดินทางมาได้ทั้งทางรถยนต์และทางรถไฟ แต่ผู้คนและนักท่องเที่ยวจะนิยมเดินทางมาโดยรถไฟ เพราะจะสัมผัสกับความสวยงามและวิวโดยรอบที่ใกล้ชิดสวยงามกว่า เมื่อรถไฟมาถึงยังบริเวณ 400 เมตรนี้จะชะลอความเร็วลงจนแทบจะหยุดเพราะเป็นเส้นทางในช่วงอันตราย ทำให้ได้ดื่มด่ำบรรยากาศทิวทัศน์งามๆ ได้อย่างเต็มที่ ถ้าใครที่ขับรถมาเองก็สามารถเดินไปตามไม้หมอนรถไฟเพื่อซึมซับบรรยากาศสวยๆ โดยรอบได้และยังเดินไปสักการะพระพุทธรูปที่ประดิษฐานไว้ในถ้ำกระแซะได้อีกด้วย โดยรอบบริเวณยังมีทั้งร้านอาหาร ร้านรวงขายสินค้าที่ระลึกต่างๆ ให้ได้ช็อปปิ้งกันอย่างเพลิดเพลินด้วย วิวโดยรอบยังเหมะที่จะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกได้หลากหลายมุม เหมาะที่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนเพราะจากกรุงเทพเดินทางมาไม่ไกลสามารถมาเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับก็ได้อีกด้วย

Read More
วัดหน้าพระเมรุ หากได้ไปแล้วคุณจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

วัดหน้าพระเมรุ หากได้ไปแล้วคุณจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

พระนครศรีอยุธยาจัดได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เป็นอดีตเมืองหลวงของประเทศไทย นั่นทำให้ย่อมมีสถาปัตยกรรมอย่างวัดที่ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ศาสนาประจำชาติไทยอยู่เยอะเป็นเรื่องธรรมดา นี่คือจังหวัดที่มีวัดดังๆ อยู่มากมาย แต่ละวัดก็ล้วนแล้วแต่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจทั้งสิ้น ปัจจุบันนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมมาสักการบูชาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลมากมาย วัดหน้าพระเมรุ ก็จัดว่าเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดในจังหวัดนี้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนมากมาย ประวัติศาสตร์วัดหน้าพระเมรุ พระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 รัชกาลที่ 10 แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ทรงสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2046 ประทานนามว่า วัดพระเมรุราชิการราม แต่ประชาชนทั่วไปมักเรียกว่า วัดหน้าพระเมรุ จึงทำให้กลายเป็นชื่อที่เรียกกันมาจนทุกวันนี้ ถือเป็นวัดที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอยุธยามาอย่างยาวนานมากๆ สำหรับวัดหน้าพระเมรุแห่งนี้ จุดท่องเที่ยวทำบุญที่ต้องห้ามพลาด สำหรับใครที่เดินทางมายังวัดหน้าพระเมรุจะต้องเดินทางเพื่อมานมัสการหลวงพ่อพระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถที่ถือว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งของเมืองอยุธยา หน้าพระอุโบสถมีความยาว 50 เมตร กว้างราว 16 เมตร มีมุขประดับทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลัง หน้าพระอุโบสถตรงทิศใต้ หลังพระอุโบสถตรงทิศเหนือ ถือเป็นพระอุโบสถที่มีความยาวและกว้างมาก อากาศถ่ายเท เย็นสบาย ไม่อับ แต่เป็นพระอุโบสถที่มี่หน้าต่างซึ่งสันนิษฐานกันว่าผู้สร้างน่าจะเลือกสร้างตามแบบฉบับของวัดตามสถาปัตยกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หน้าบันเป็นไม่สักแกะสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาค มีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาคล้อมรอบด้วยหมูเทพชุมนุมจำนวน 26 องค์มีบังฐานและกระจัง ลงรักปิดทอง ติดกระจกสีแบบเดียวกับบริเวณด้านหน้า ภายาในอุโบสถจะมีภาพเขียนสีโบราณเป็นรูปภิกษุณีสงฆ์สวยงามมาก ด้านในของพระอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองสำริดภายนอกถูกฉาบด้วยปูน มีการลงรักปิดทองปางมารวิชัย ทรงเครื่องพระมหากษัตราธิราชตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 4.4 เมตร สูงราว 6 เมตร พระนามว่า พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ จัดว่าเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย มีลักษณะที่สวยงามทุกมุมมองอย่างแท้จริง ถือเป็นสรณะที่พึ่งทางจิตใจของคนไทยมาอย่างช้านาน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองปกปักรักษาเมืองแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าใครไปก็ต้องไปนมัสการขอพรด้วยกันทั้งนั้น เรียกว่าสวยงาม ร่มรื่น และศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง

Read More
โรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี สถานที่ดีสวยงดงามน่าพักพร้อมราคาค่าเช่าห้อง

โรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี สถานที่ดีสวยงดงามน่าพักพร้อมราคาค่าเช่าห้อง

สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนแบบเป็นธรรมชาติ ชิลล์สุดๆ ไปกับการล่องแพ แช่น้ำแรก และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความสุขพร้อมความประทับใจแบบไม่รู้ลืม กาญจนบุรีคือจุดหมายที่จะต้องทำให้คุณได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน และหากว่าคิดจะมาทำกิจกรรมต่างๆ แบบนี้ต้องนึกถึงโรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี โรงแรมที่ไม่ใช่แค่ห้องพักเพียงอย่างเดียว รู้จักกับโรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี โรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีห่างจากทางเข้าน้ำตากไทรโยคน้อยมาประมาณ 7 กิโลเมตรเท่านั้น เมือคุณได้เข้ามาสัมผัสยังโรงแรมแห่งนี้คุณจะได้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติในแบบฉบับเฉพาะตัวไม่เหมือนใครเพราะที่นี่รายล้อมไปด้วยต้นไม้อันเขียวขจีให้ความรู้สึกเหมือนฉีกตัวออกมาจากความวุ่นวายในเมืองพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมาให้แบบเต็มตา คุณจะได้สัมผัสกับคำว่า ออนเซนเมืองไทย ที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงญี่ปุ่น โรงแรมแห่งนี้ยังอยู่ติดกับขุนเขาให้คุณรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่แปลกใหม่ ใกล้กับริมแม่น้ำแควน้อย พร้อมห้องพักหลากหลายสไตล์และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมายให้ได้สนุกสนานอย่างเต็มที่ เหตุผลที่ต้องไปพักยังโรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี แม้ว่าโรงแรมในจังหวัดกาญจนบุรีจะมีอยู่หลายแห่งแต่เชื่อเหลือเกินว่าคงไม่มีที่ไหนจะพิเศษมากไปกว่าโรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี ตรงที่โรงแรมแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น ออนเซนเมืองไทย กับการได้มีโอกาสแช่บ่อน้ำพุร้อนที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่น สถานที่สำหรับการแช่บ่อน้ำร้อนมีชื่อว่า Rock Valley Hot Spring and Fish Spa เป็นแหล่งแช่น้ำร้อนกลางแจ้งที่มีบ่อแช่น้ำร้อนให้เลือกถึง 15 บ่อ แต่ละบ่อก็จะมีการใส่สมุนไพรไทยลงไปด้วย อาทิ บ่ออัญชัน, บ่อกระเจี๊ยบแดง, บ่อกเปลือกส้ม, บ่อกาแฟ, บ่อชาจีน, บ่อยูคาลิปตัส, บ่อน้ำนม นอกจากนี้ยังมีบ่อสปาปลาอีกด้วย ห้องพักพร้อมราคา ห้องพักแพ – บ้านพักเรือนไทยขนาบน้ำ มีระเบียงด้านหน้า ราคา 4,900 บาทต่อห้องต่อคืน ห้องคลีฟวิง – อาคารสามชั้นถูกออกแบบอย่างหรูหราพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน วิวภูเขาและแม่น้ำแควน้อย ราคา 4,600 บาทต่อห้องต่อคืน ห้องพักอาคารริมน้ำ – อาคารสามชั้นติดวิวแม่น้ำ มีกระจกใสมองเห็นได้ชัดเจน มีชานระเบียงให้ได้พักผ่อน ราคาตามฤดูกาล ห้องพักรอยัลวิง – อาคารสามชั้นเห็นวิวแม่น้ำชัดเจน ภายในตกแต่งแบบไทย ห้องนอนกับห้องนั่งเล่นแยกจากกันเป็นสัดส่วน มีระเบียงให้ชมแม่น้ำแควน้อย ราคา 3,800 บาทต่อห้องต่อคืน ห้องพักอาคารเชิงเขา – อาคารชั้นเดียว ด้านในกว้างขวาง วิวสวน…

Read More