Author: admin

ต้นจามจุรียักษ์ กาญจนบุรี แลนด์มาร์คอายุ 1000 ปี ที่ต้องไปสักครั้ง

ต้นจามจุรียักษ์ กาญจนบุรี แลนด์มาร์คอายุ 1000 ปี ที่ต้องไปสักครั้ง

ถ้าคุณเป็นคนรักในธรรมชาติ ชอบถ่ายภาพวิวเขาหรือต้นไม้ ต้องห้ามพลาดเยี่ยมชมไฮไลท์ของจังหวัดกาญจนบุรีเด็ดขากับ “ต้นจามจุรียักษ์” ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ใช่แล้วครับ ฟังไม่ผิดหรอกเพราะมันมีอายุมานานมากขนาดนั้นแล้วจริงๆ ด้วยการที่มันอยู่มานานทำให้ลำต้นใหญ่โต แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่ว สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนที่ผ่านมาเห็น ทำให้ถูกเปลี่ยนมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี หลังจากทางจังหวัดได้เข้ามาดูแล ได้มีการจัดทำสระพานไม้ขึ้นมารอบต้นตามจุรี เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนเดินทางเข้าไปเหยียบราก หรือเข้าไปขูดขอเลขเด็ดจากต้นไม้ อีกทั้งยังมีการปรับปรุงทัศนียภาพโดยรอบให้สวยงาม ด้วยการทำสวนเพิ่มขึ้นมารอบบริเวณ รวมถึงการนำไม้ดอกไม้ประดับมาตกแต่งเพิ่มความสวยงาม ความยิ่งใหญ่ของต้นจามจุรียักษ์ ต้นจามจุรียักษ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่เดินทางไปเที่ยวเมืองกาญ เพราะมันอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่ ไม่ว่าใครเมื่อมาพบเห็นมันเป็นครั้งแรก ก็จะต้องตื่นตาตื่นใจไปกับขนาดความใหญ่โตของลำต้นที่มีกิ่งก้านสาขายื่นออกมาไกลหลายเมตร สร้างร่มเงาเป็นบริเวณกว้างกว่า 51 เมตร เขาว่าลำต้นต้องใช้คนมากกว่า 10 คนโอบ ด้วยขนาดนี้บอกเลยว่าไม่ได้หาดูได้ที่ไหนง่ายๆ หรืออาจจะเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยเลยก็ได้ นอกจากจะมีจุดถ่ายภาพจากต้นไม้สวยๆแล้ว ก็อย่าลืมมาถ่ายภาพสวนด้านนอกที่งดงามไม่แพ้กัน โดยส่วนตัวการที่มีสะพานยกระดับขึ้นมาให้เราเดิน ถือเป็นเรื่องที่น่าจะทำมาตั้งนานแล้ว เพราะนอกจากที่จะป้องกันไม่ให้ผู้คนไปเหยียบหรือนั่งทับบนรากไม้แล้ว เรายังสามารถนั่งพักผ่อนได้ตามขอบสะพานอีกด้วย การถ่ายรูปในขณะนั่งก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ อย่างไรก็ตามทุกคนควรปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เขากำหนดเอาไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการห้ามลงไปเดินบนพื้นหญ้าด้านล่าง ซึ่งจะมีป้ายเขียนห้ามเอาไว้อย่างชัดเจน การเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ หากเข้ามาจากทางวัดถ้ำมังกร ให้ขับรถเข้าไปในกองการสัตว์ ที่จะต้องผ่านหน้าวัดถ้ำมุนีย์นาถ เพื่อเข้ามายังกองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 จะพบกับต้นจามจุรียักษ์อยู่ด้านใน ซึ่งจะต้องขับรถตรงเข้าไป ระหว่างทางจะมีป้ายบอกเส้นทางอยู่ตลอดเวลา นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถเข้ารับชมได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงมักจะเป็นประชาชนมักจะเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจกันที่ต้นไม้ใหญ่แห่งนี้กันเป็นประจำ บางคนก็มานั่งนอนอ่านหนังสือได้ฟีลไปอีกแบบ

Read More
วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดโบราณสวยตระการตาในกรุงเทพ

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดโบราณสวยตระการตาในกรุงเทพ

‘วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร’ หรือ ชาวบ้านเรียกกันในภาษาไม่เป็นทางการว่า ‘วัดแจ้ง’ หรือบางคนก็เรียกสั้น ว่า ‘วัดอรุณ’ เป็นวัดมีอายุยาวนานโบราณ สร้างมาตั้งแต่ในสมัยอยุธยา โดยสาเหตุที่วัดแห่งนี้ ได้ชื่อว่า วัดแจ้ง เป็นเพราะ องค์พระเจ้าตากฯ ผู้มีบุญคุณแก่ประชาชนคนไทยทุกคน ได้ทรงออกทำศึก แล้วก็ยกทัพกลับมาก็เป็นเวลาเช้าพอดี ท่านได้แลเห็นความสวยงามของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องในยามเช้าอาบไปทั่ว ณ วัดแห่งนี้ หากแต่มีเรื่องเล่ากันว่า แรกเดิมทีวัดแห่งนี้ มีชื่อเรียกว่า ‘วัดมะกอก’ ‘วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร’ ความสวยงามอันแสนตราตรึง แห่งกรุงเทพ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวัง ณ ที่ประทับนั้น ท่านได้ทรงนำป้อมวิชัยประสิทธิ์เป็นที่ตั้งของตัวพระราชวัง หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ขยายเขตแดนพระราชฐานออกไป จนวัดแจ้งกลายเป็นวัดภายในพระราชวังนับตั้งแต่นั้นมา พระปรางค์ใหญ่วัดอรุณ จัดเป็นงานศิลปกรรม ซึ่งได้รับการยกย่องว่างามสง่าและมีความโดดเด่นที่สุด ได้รับการก่อสร้างโดยช่างฝีมือชั้นครู ผู้มีความเชี่ยวชาญในขั้นสูง โดยบริเวณยอดบนของพระปรางค์ ได้รับการประดับ – ประดา ด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบ รวมทั้งเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ชั้นสูง ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศจีน แผ่นดินใหญ่ โดยมีลวดลายงดงามมาก แสดงให้เห็นว่าเป็นของเก่าแก่ อันหายากได้อย่างยิ่ง! โดยวัดแห่งนี้ ได้รับการบูรณะอยู่เรื่อยๆ บริเวณรอบๆ ของพระปรางค์ใหญ่วัดอรุณฯ จะปรากฏให้เห็นพระปรางค์เล็กจำนวน 4 องค์ และตั้งโดยรอบทั้ง 4 ทิศ โดยภายในเป็นที่ประดิษฐ์ฐานของพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ในส่วนกำแพงแก้วกั้น ก็ประกอบด้วยฐานทักษิณจำนวน 3 ชั้น และมีรูปปั้นมาร กับกระบี่แบกฐานสลับกันไปเรื่อยๆ สร้างบรรยากาศที่น่าเกรงขามมากขึ้น และก็ยังมีซุ้ม 4 ซุ้มเข้าไปประกอบให้มีความอลังการงานสร้างมากขึ้นอีกด้วย ณ ปัจจุบันนี้ พระปรางค์วัดอรุณฯ ผ่านการบูรณะครั้งใหญ่มาหลายต่อหลายครั้ง หากแต่ครั้งล่าสุด คือ วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556 จนกระทั่งได้ดำเนินการ ด้วยความสำเร็จอย่างลุล่วงเป็นที่เรียบร้อย สมบูรณ์ สำหรับการบูรณะในครั้งนี้ พระปรางค์มีสภาพทรุดโทรมอย่างร้ายแรงมาโดยตลอด โดยนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะทั้งชาวไทย หรือชาวต่างชาติ ที่ต้องการเข้าชมพระปรางค์วัดอรุณฯ ควรแต่งกายให้เหมาะสม มีความสุภาพ รวมทั้ง มีสติจับอยู่ตลอดเวลา ใช้ความระมัดระวังในการเดินให้มาก เนื่องจากบันไดค่อนข้างสูงชัน นอกจากนี้บางช่วงก็ค่อนข้างแคบ ทำให้ค่อนข้างอันตราย…

Read More
5 อันดับที่เที่ยวเมืองกาญ 3 วัน 2 คืน ราคาสบายกระเป๋า

5 อันดับที่เที่ยวเมืองกาญ 3 วัน 2 คืน ราคาสบายกระเป๋า

กาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างสูง โดยจังหวัดนี้มีทั้งแหล่งประวัติศาสตร์, ธรรมชาติ รวมทั้งวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ สำหรับคนมีเวลาไม่มากนักอย่าง 3 วัน 2 คืน ก็สามารถเสพประสบการณ์ ได้อย่างเต็มอิ่ม ชาร์ตแบตเพื่อเสริมพลังให้กับตัวเองได้ในเพียงในเวลาแค่ 3 วัน 5 อันดับสถานที่แห่งเมืองกาญจนบุรี ไม่อยากให้คุณพลาด 1.สะพานข้ามแม่น้ำแคว สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีเลยทีเดียว ไม่ว่าใครได้มากาญจนบุรี ก็อยากจะมาถ่ายรูปสะพานแห่งนี้ด้วยกันทั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวประวัติศาสตร์อันสุดยิ่งใหญ่ของประเทศไทย โดยสะพานแห่งนี้ทอดตัวยาวข้ามผ่านแม่น้ำแคว ยืนหยัดด้วยความแข็งแกร่งมีทางรถไฟอยู่ตรงกลางสะพาน ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปชมได้ และอีกหนึ่งไฮไลค์สำคัญห้ามพลาด คือ ให้รอเวลาขบวนรถไฟวิ่งข้ามผ่านสะพานแห่งนี้ มันจะก่อเกิดกลายเป็นภาพสวยงามมาก 2.น้ำตกเอราวัณ น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแม้ในหมู่ชาวต่างชาติเองก็ตาม โดยมีลักษณะเป็นน้ำตกหินปูน น้ำมีสีเขียวมรกตใส มีความงดงามมาก มีทั้งหมด 7 ชั้น โดยชั้น 7 มีเอกลักษณ์อันน่าตกตะลึง คือ ธารน้ำตกจะมีน้ำไหลหลั่นลงมาตามแนวหิน แลดูคล้ายรูปช้าง 3 เศียร หรือ ช้างเอราวัณ 3.นอนพักบนแพริมแม่น้ำแคว การนอนพักบนแพริมแม่น้ำแคว นับเป็นเสน่ห์ที่อยากให้คุณลองมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่ง เพราะนอกจากคุณจะได้ชื่นชม กับความสวยงามของธรรมชาติของฝั่งริมแม่น้ำแควแล้ว คุณก็ยังจะได้พักผ่อนหย่อนใจและกายอย่างเต็มที่ท่ามกลางบรรยากาศสุดเงียบสงบหาไม่ได้ในเมืองกรุงอีกด้วย และยังมีกิจกรรมอันน่าสนุกสนานให้ได้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำเล่น, พายเรือ, ล่องแพ และเล่นน้ำตก คุณจะยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย 4.เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนชื่อดังแห่งนี้ เป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียวมีขนาดใหญ่สุดในประเทศไทย มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ รายล้อมด้วยภูเขาอันแสนสวยงาม บรรยากาศเงียบสงบมาก คุณสามารถมาเดินเล่นบริเวณสันเขื่อน หรือจะนั่งเรือชมธรรมชาติในเขื่อนก็ได้ รับรองว่าฟินอย่าบอกใคร 5.เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 เมืองจำลอง ที่มีการสร้างความเป็นเมืองเก่าในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอาคารต่างๆ รวมทั้งการแต่งกายของเจ้าหน้าที่ ก็ทำให้บรรยากาศเหมือนย้อนยุคกลับไปยังช่วงสมัย ร.5 นอกจากนี้ยังมีอาหารและขนมพื้นบ้านโบราณหากินยากให้คุณได้ลองชิมอีกด้วย

Read More
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แหล่งที่พักใจ สบายอารมณ์

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แหล่งที่พักใจ สบายอารมณ์

เมื่อเธอเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า เชื่อว่าเราหลายคนคงเคยได้ยินเพลงนี้กันมาบ้าง บางคนอาจจะรู้สึกคล้อยตามเพลงนี้ด้วยบางครั้งเมื่อเหนื่อยล้า การเดินเข้าป่าก็เป็นการผ่อนคลายตัวเราทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ถ้าหากอยากจะเข้าป่าจะไปไหนดี เราเลยมีสถานที่มาแนะนำ รับรองเลยว่า “อย่างน้อยก็ไม่ได้พบเจอคน ใจร้ายอย่างเธอ” แน่นอน ที่อยู่และการเดินทาง  อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อยู่ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตัวอุทยานอยู่ห่างจากอำเภอเมืองไกลหน่อยถึง 175 กิโลเมตร หากเราจะเดินทางไปท่องเที่ยวก็ต้องใช้รถยนต์ผ่านเส้นทางหลวงสาย 323 ไปถึงอำเภอทองผาภูมิ จากนั้นก็แยกไปที่เส้นทางหมายเลข 3272 ให้สังเกตที่ทำการอุทยานชั่วคราวหน้าหมู่บ้านปากคอก ก็จะถึงแล้ว จุดเด่นของอุทยาน อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ จุดเด่นเรายกให้ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอันสวยงามไม่แพ้แห่งไหนในประเทศ พื้นที่กว้างใหญ่ เราจะได้ชื่นชมความสวยงามของเทือกเขาตะนาวศรี และยอดเขาอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เขาช้างเผือก เขานิชา เขาพุถ่อง เขาเลาะโล เขาชะโลง ฯลฯ หรือจะลงมาสัมผัสน้ำเย็นที่ไหลมาตามธรรมชาติอย่างลำน้ำ ลำห้วย อย่าง ห้วยมาลัย ห้วยกบ ห้วยซ่าน โดยห้วยเหล่านี้จะไหลลงไปรวมกับแม่น้ำแควน้อย จุดแลนด์มาร์คสำคัญของอุทยาน หากใครได้ไปแล้วจะไปไหนดี หลายคนอาจจะเกิดคำถามเนื่องจากอุทยานแห่งนี้มีที่ท่องเที่ยวเยอะ เราขอยกส่วนหนึ่งมาบอกกันไว้กันพลาด เริ่มจาก ดอยต่องปะและ ดอยนี้ดีเรื่องการเดินทางเนื่องจากนำรถขึ้นไปจอดได้เลย เดินต่ออีกหน่อยก็ถึงแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นวิวด้านบนจะทำให้น้ำตกจ๊อกกะดิ่นด้วย สองเขาช้างเผือก อันนี้ก็ต้องไปเนื่องจากเขาลูกนี้เป็นเขาสูงสุดของอุทยาน ไปชมวิวบนความสูง 1,249 เมตรจากระดับน้ำทะเล ยิ่งถ้าได้เดินป่าเลียบไหล่เขานะ ยิ่งได้บรรยากาศของความสุดยอดเลย ไปให้ถึงจุดวัดใจอย่าง สันคมมีด หรือ สันวัดใจ รับรองว่าเราจะได้วิวอันสวยงามสุดประทับใจ สามสำรวจแหล่งน้ำ น้ำตกจ๊อกกตะดิ่น และน้ำตกผาแป ได้ทั้งสวยงามและสดชื่น รายละเอียดการไปเที่ยว การไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติทองผาภูมินั้น เราต้องทราบข้อมูลรายละเอียดอีกเล็กน้อย อย่างเช่น ค่าเข้าชมคนไทยสำหรับผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท ใครอยากไปกางเต็นท์นอนสามารถไปติดต่อได้ และการเดินสำรวจป่าไม่ควรไปเอง ควรติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกและนำทางเพื่อป้องกันอันตรายและการหลงป่าด้วย การเดินทางในหน้าฝนควรระมัดระวัง เอาล่ะถ้าเข้าใจกันแล้ว ถ้าเธอเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่าซะ

Read More
Lake Heaven สรวงสวรรค์แดนน้ำจืด ได้ไปซักที่จะต้องชอบ

Lake Heaven สรวงสวรรค์แดนน้ำจืด ได้ไปซักที่จะต้องชอบ

การท่องเที่ยวทั่วไทยนั้น นอกจากปริมาณแล้วความหลากหลายก็ถือว่ามากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ขาดแต่เพียงหิมะเท่านั้นที่ไม่มี แม้ว่าหลายคนอาจจะพุ่งเป้าไปที่ทะเลกันเสียส่วนใหญ่ แต่การท่องเที่ยวน้ำจืดก็มีสถานที่สวยๆ เยอะเหมือนกัน แถมที่พักก็สะดวกสบาย สนุก จนเราประทับใจกันเลยทีเดียว เช่นทีนี้ ที่อยู่ Lake heaven กาญจนบุรี การท่องเที่ยวน้ำจืด เราขอยกให้กับจังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ต้องไปเยือนสักครั้งเลย การล่องแพ ณ กาญจนบุรี มีความสวยงาม เงียบสงบ ใกล้ชิดธรรมชาติได้แบบถึงแก่นทีเดียว หากจะไปเราขอแนะนำ Lake heaven ก่อนเลย เค้าตั้งอยู่ที่ 241 หมู่ 5 ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี การเดินทางไม่ยากขับรถไปตามเส้นทาง 3199 จนถึงวัดหม่องกระแทะ แล้วเปิดจีพีเอสไปต่อได้เลย หาไม่ยาก จุดเด่นของ Lake heaven การได้เข้าพัก ณ Lake heaven ก้าวแรกเมื่อไปถึงเราจะต้องประทับใจในความสวยงามอย่างแน่นอน การจัดเรียงแพเป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับวางเครื่องเล่นทางน้ำ กิจกรรมทางน้ำเยอะแยะมากมาย ด้านแพก็สวยงาม น่าพักเป็นอย่างมาก มีทั้งห้องแอร์ และไม่แอร์ในตัวเสร็จสรรพ ด้านในห้องพักสิ่งอำนวยความสะดวกมีครบ กิจกรรมการเข้าพัก Lake heaven หากเราได้เข้าพัก Lake heaven รับรองเลยว่าไม่อยากไปไหนเลย เอาแค่กิจกรรมทางน้ำของพวกเค้าก็กินเวลาเราไปเกือบหมดแล้ว เครื่องเล่นทางน้ำของพวกเค้ามีเยอะมาก ไฮไลต์เด็ดเป็นสไลเดอร์สูง 5 เมตร ลองนึกภาพเราสไลด์ลงมาจากนั้นก็ลงน้ำไปอย่างสะใจดูสิ หรือจะเป็น แทมเพอรีน(เตียงกระโดด)ทางน้ำที่จะเป็นเหมือนสปริงบอร์ดให้กับเรา หรือจะเป็นฐานผจญภัยทางน้ำที่จะทำให้เราสนุก จนลืมวัยกันเลยทีเดียว สุดท้ายใครชอบการผจญภัยแนะนำเลยสำหรับการเล่นบานาน่าโบ๊ตเวอร์ชั่นน้ำจืด หรือจะเป็นขี่เจ็ตสกี ก็น่าสนใจมาก เล่นหมดนี่ก็หมดวันแล้ว ยิ่งได้เล่นกับกลุ่มเพื่อนด้วยนะ ส่วนสายท่องเที่ยวเค้ามีบริการ (เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม) การท่องเที่ยวรอบเขื่อนศรีนครินทร์ หรือ ทะเลสาบรอบเกาะก็สวยงามเหมือนกันยิ่งวิวพระอาทิตย์ตกนะ ฟินกระจาย อาหารเข้าก็เด็ด ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากเล่นน้ำกันแล้ว หิวข้าว ก็ไม่ต้องห่วงไป Lake heaven เค้ามีบริการอาหารด้วย ขอกระซิบตรงนี้ว่า Lake heaven อาหารเค้าก็เด็ดดวงเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารทั่วไป หรือจะเป็นอาหารท้องถิ่น ที่ทั้งสด อร่อย แปลกลิ้นแต่รับรองว่าขออีกจานแบบไม่ต้องคิดเลย…

Read More
สังขละบุรี ธรรมชาติอันงดงามถ้าได้ไปสักครั้งจะดีต่อใจ

สังขละบุรี ธรรมชาติอันงดงามถ้าได้ไปสักครั้งจะดีต่อใจ

สถานที่เที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีอันเลื่องชื่ออีกแห่ง มีผู้คนจำนวนมากนิยมเดินทางกันไปนั่นคือ สังขละบุรี เมืองที่อาจเรียกได้ว่าติดชายแดนไทยพม่าจนกลายเป็นดินแดนสองวัฒนธรรมแล้วอาศัยอยู่กันได้อย่างลงตัวสุดๆ เหมาะกับการเดินทางเพื่อไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตความงดงามของผู้คน อาหารอร่อย สถานที่ท่องเที่ยวบรรยากาศดีๆ เป็นเมืองที่หล่อเลี้ยงด้วยสายน้ำขนานแท้จนกลายเป็นวิถีชีวิตแบบชินตา ใครก็ตามหาก ได้มีโอกาสมายังเมืองแห่งนี้จะต้องประทับใจกับความสงบ ความเป็นกันเอง และอีกหลากหลายเรื่องราว สังขละบุรี เมืองดีๆ ที่มีความงดงามในตัวเอง สังขละบุรีเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดกับประเทศพม่าทำให้เมืองแห่งนี้มีวัฒนธรรมไทยผสมผสานกับวัฒนธรรมพม่าได้อย่างลงตัว หากใครได้มีโอกาสเดินทางไปเชื่อว่าต้องหลงมนต์เสน่ห์แห่งความงดงามของสังขละบุรีแบบถอนตัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอน จุดเด่นแรกที่อยากแนะนำให้ทุกคนมารู้จักเมื่อมาเยือนยังเมืองแห่งนี้ก็คือ สะพานมอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้พาดผ่านเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียเพื่อเข้าไปยังหมู่บ้านมอญ ได้รับการยกให้เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และมีความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งของพม่า ถือเป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นของเมืองสังขละบุรีที่ทุกคนคุ้นชิน ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายืนจุดอันเป็นโลโก้พร้อมชักภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งระหว่างการยืนถ่ายรูปอยู่นั้นเราอาจเห็นวิถีชีวิตหนึ่งอันน่าตื่นเต้นคือการกระโดดจากสะพานมอญลงไปยังแม่น้ำซองกาเรียของเด็กๆ ที่นี่ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติมาก อีกความน่าสนใจก็คือเมืองสังขละบุรีแห่งนี้หากใครต้องการชื่นชมประวัติศาสตร์หรือเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ จะมีมัคคุเทศก์น้อยสำหรับการให้ความรู้ บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับสังขละบุรีแบบละเอียดยิบพร้อมด้วยการแต่งกายแบบชาวมอญบวกกับน้ำเสียงแสนน่ารักชวนหลงใหลบางทีฟังอยู่เพลินๆ อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องมัคคุเทศก์น้อยบรรยายครบจบไปทุกหัวข้อแล้ว ส่วนสายทำบุญที่แนะนำอยากให้ไปยังสังขละบุรีแห่งนี้มากๆ นั่นเพราะจะมีพิธีตักบาตรมอญซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวสังขละบุรีที่สืบทอดกันมายาวนาน ทุกๆ 6.30 น. ชาวบ้าน นักท่องเที่ยว จะต่อคิวอย่างเนืองแน่นสำหรับรอใส่บาตรพระสงฆ์ พบเห็นเด็กน้อยนำโถข้าวต่อกันหลายชั้นวางไว้บนศีรษะ พบผู้คนแต่งตัวสไตล์ชาวมอญให้ได้ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศยามเช้ากันอย่างชุ่มปอด ใครต้องการหลีกหนีความวุ่นวายมาพบเจอกับบรรยากาศแสนเรียบง่าย เงียบสงบ ต้องมาสัมผัสกับสังขละบุรีรับรองว่ามีอะไรดีๆ ให้ประทับใจมากมาย

Read More
เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 สถานที่ย้อนอดีตเหมือง บุพเพสันนิวาส

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 สถานที่ย้อนอดีตเหมือง บุพเพสันนิวาส

การให้ความใส่ใจกับวัฒนธรรมไทยถือเป็นเรื่องดีที่คนรุ่นใหม่อย่างเราทุกคนควรต้องอนุรักษ์เอาไว้ให้ยาวนนาน ไม่อย่างนั้นวิถีชีวิต การแต่งกาย อาหารการกิน หรือแม้แต่ศิลปะทางคำพูด ศิลปะไทย นาฏศิลป์ ต่างๆ จะหายไปหากไร้ซึ่งคนสืบทอด ด้วยเหตุนี้เองจึงได้เกิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ขึ้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเน้นในเรื่องการนำเสนอวัฒนธรรมไทยแบบที่คนไทยควรเป็นแถมยังเป็นการช่วยให้คนไทยมองเห็นคุณค่าของความงดงามแบบในอดีตอีกด้วย สถานที่ดังกล่าวมีชื่อว่า เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เมืองท่องเที่ยวแบบย้อนยุคที่ไม่ใช่แค่บรรยากาศรอบข้างแต่คนที่จะเข้าไปในเมืองนี้ก็ต้องย้อนยุคตามด้วย กลิ่นอายความเป็นไทยพาให้หลงเข้าไปยัง เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะเป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่กว่า 60 ไร่ ในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการจำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ยุครัชกาลที่ 5 ส่วน ร.ศ. 124 ก็มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ทรงประกาศเลิกทาสเอาไว้เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ซึ่งตรงกับ ร.ศ. 124 นั่นเอง สำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศการใช้ชีวิตแบบริมคลองสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีการจำลองพื้นที่ต่างๆ เอาไว้มากมาย เช่น สะพานหัน ในอดีตพื้นที่ของสะพานหันจริงๆ คือการล่องเรือค้าขายของผู้คน ในอดีตสะพานแห่งนี้ของสยามเป็นสะพานไม้แผ่นเดียวพาดข้ามคลอง ปลายฝั่งหนึ่งจะตรึงแน่นกับที่ ส่วนอีกฝั่งจะไม่มีการตรึงไว้เพื่อให้หันไปมาเวลาเรือแล่นผ่าน กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานแห่งนี้ใหม่เป็นโครงเหล็กมีความแข็งแรง กระทั่งรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนรูปแบบทำเป็นสะพานริอัลโตทีนครเวนิส และปองเตเวกคิโอ ณ เมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี ลักษณะสะพานไม้โค้งกว้าง สองฝั่งมีห้องแถวสำหรับขายของ นอกจากนี้จุดเด่นของ เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ที่ควรค่ากับการได้ไปสัมผัสก็คือมีการแต่งชุดไทยเดินชมภายในสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ แลกเหรียญแบบเงินพดด้วงสมัยก่อนสำหรับการจับจ่ายซื้อของ มีขนมไทยหายากมากมายซึ่งสมัยนี้คงพบเห็นได้ยากยิ่ง เช่น ช่อม่วง มีวิถีชีวิตอย่างการใช้กระต่ายขูดมะพร้าว การเดินทางด้วยรถลากแบบสมัยก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างนี้คือความน่าสนใจจนต้องเดินทางไปยัง เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เพื่อพบเห็นด้วยตาตนเองว่ามันสวยงามมากขนาดไหน แม้ใครไม่มีชุดไทยที่นี่ก็มีไว้ให้เช่าบริการไม่ต้องเป็นห่วง มาร่วมอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ด้วยกันกับการเดินทางมายังเมืองมัลลิกา ร.ศ.124

Read More

น้ำตกเอราวัณ น้ำใสสะอาด บรรยากาศดีจนใครๆ ก็ต้องไปสัมผัส

น้ำตกเอราวัณเป็นอีกจุดหมายปลายทางที่เหล่านักท่องเที่ยวต้องการมาเยือน ตั้งอยู่ในอำเภอศรีสวัสดิ์จังหวัดกาญจนบุรี เป็นน้ำตกที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ บนริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย มีชื่อเดิมก่อนหน้านี้ว่าน้ำตกสะด่วงม่องล่าย เพราะมีต้นทางน้ำจากยอดเขาตาม่องล่ายบนเทือกเขาสลอบ ระยะทางของสายน้ำตกยาว 1,500 เมตร น้ำตกแสนสวยแห่งนี้มีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกันออกไปและมีชื่อเรียกที่ไพเราะตามเอกลักษณ์ของน้ำตกแต่ละชั้น มีแอ่งน้ำในน้ำตกให้ได้ลงไปแช่น้ำใสเย็นสบายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดที่อยู่ไม่ไกลใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น น้ำตกเอราวัณชั้นแรกมีชื่อเรียกว่า ไหลคืนรัง เป็นน้ำตกชั้นที่มีปลาอาศัยอยู่อย่างชุกชุมที่สุดเหมือนเป็นรังที่อาศัยของเหล่าปลา โดยเฉพาะปลาพลวง ปลาพลวงเป็นปลาน้ำจืดสีเขียวอมน้ำตาลตัวใหญ่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับปลาตะเพียน น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 2 มีชื่อว่า วังมัจฉา ในธารน้ำตกชั้นที่สองนี้น้ำแบ่งเป็นสองสีสวยงามคือน้ำใสและน้ำที่มีสีเขียว และยังมีม่านน้ำตกอยู่ด้วย ในชั้นที่สองนี้ยังคงมีปลาแหวกว่ายกันอยู่มากมาย น้ำตกเอราวัณชั้นที่  3 มีชื่อว่า ผาน้ำตก เพราะมีน้ำตกที่ทิ้งตัวลงมาจากผาหินสูงชันมีสะพานไม้ให้เดินขึ้นไปสู่น้ำตกชั้นที่ 4 น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 4 มีชื่อว่า อกผีเสื้อ ชื่อนี้ได้มาจากลักษณะของก้อนหินใหญ่ที่อยู่ในน้ำตกมีลักษณะมองไปคล้ายหน้าอกของหญิงสาว น้ำตกที่ไหลพาดผ่านก้อนหินทั้งสองก้อนให้ความรู้สึกถึงความนุ่มนวลคล้ายกับว่าเป็นอกนุ่มไม่ใช่ก้อนหินสองก้อนที่แข็งกร้าว น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 5 มีชื่อว่า เบื่อไม่ลง ส่วนน้ำตกชั้นที่ 6 ชื่อ ดงพฤกษา ชั้นสูงสุดชั้นที่ 7 ชื่อว่า ภูผาเอราวัณ การมาเที่ยวยังน้ำตกเอราวัณนักท่องเที่ยวจะได้เล่นน้ำและชมธรรมชาติอันสวยงาม มีกิจกรรมที่จัดขึ้นแก่นักท่องเที่ยวเป็นการเดินป่าชมธรรมชาติในระยะทาง 1000 กว่าเมตรใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง และอีกเส้นทางหนึ่งมีระยะทางที่ยาวกว่าคือประมาณ 1940 กิโลเมตร ไปจรดที่น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 4 โดยจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณนำเดินป่าและมีการบรรยายถึงธรรมชาติรอบๆ ตัวด้วย ค่าธรรมเนียมในการเข้าชมอุทยานแห่งาติเอราวัณและน้ำตกเอราวัณผู้ใหญ่คิดราคา 40 บาท เด็ก 20 บาท มีรถกอล์ฟให้บริการรับส่งในราคาเที่ยวละ 20 บาท หากใครที่ต้องการค้างแรมที่น้ำตกเอราวัณทางอุทยานก็มีทั้งสถานที่กางเต้นท์ อุปกรณ์กางเต้นท์และบ้านพักไว้บริการมากมาย

Read More
ทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ ลองไปดูแล้วจะพบสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต

ทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ ลองไปดูแล้วจะพบสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต

หากกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคแถบตะวันตกของไทยแล้วคงจะไม่มีที่ไหนมีชื่อเสียงมากไปกว่าทางรถไฟสายมรณะ เพราะที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่และเป็นสิ่งก่อสร้างประวัติศาสตร์ที่คนทั่วโลกจะต้องจดจำ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนระลึกถึงความโหดร้ายและโศกนาฏกรรมแห่งสงครามโลกครั้งที่สองของมวลมนุษยชาติ ท่ามกลางความสวยงามที่แวดล้อมอยู่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติดั้งด้นเดินทางมาเพื่อสัมผัส คนไทยเราเองจึงควรได้ไปเยือนให้ได้อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง ใกล้ๆ กันมีถ้ำที่มีชื่อเสียงคือ ถ้ำกระแซะ ทั้งสองที่นี้เราจะได้นำมารีวิวเป็นแนวทางสำหรับใครที่กำลังเตรียมทริปเที่ยวกาญจนบุรี ถ้ำกระแซะเป็นจุดชมวิวและเป็นสถานีรถไฟอยู่บนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่นี่ถูกกล่าวขานกันว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดและอันตรายที่สุดในเส้นทางรถไฟสายนี้ ลักษณะของถ้ำกระแซะเป็นถ้ำขนาดเล็กที่ทอดตัวอยู่ริมหน้าผาสูงใกล้กับทางรถไฟสายมรณะ ที่พักของเชลยศึกคือทหารเชลยฝ่ายพันธมิตรที่ถูกใช้แรงงานอย่างโหดเหี้ยมในช่วงที่มีการสร้างทางรถไฟจากประเทศไทยเชื่อมไปยังประเทศพม่าในช่วงสงครามโลก ว่ากันว่าการก่อสร้างทางรถไฟในบริเวณนี้ถือเป็นการก่อสร้างที่อันตรายที่สุด มีเชลยศึกจำนวนมากที่ต้องสังเวยชีวิตไป ณ จุดนี้ เพราะสองข้างทางฟากฝั่งหนึ่งเป็นหุบเหวสูงลึกถ้าตกลงไปร่างจะดำดิ่งสู่แม่น้ำแควใหญ่ทันที อีกฝั่งจะต้องตัดหินที่เป็นผาสูงชัน แต่ในความเศร้าและเรื่องราวต่างๆ กลับต้องสยบยอมให้กับวิวโดยรอบที่สวยงามจนไม่หน้าเชื่อ ที่นี่ระยะทางช่วงทางรถไฟและสถานีถ้ำกระแซะมีระยะทางประมาณ 400 เมตร สามารถเดินทางมาได้ทั้งทางรถยนต์และทางรถไฟ แต่ผู้คนและนักท่องเที่ยวจะนิยมเดินทางมาโดยรถไฟ เพราะจะสัมผัสกับความสวยงามและวิวโดยรอบที่ใกล้ชิดสวยงามกว่า เมื่อรถไฟมาถึงยังบริเวณ 400 เมตรนี้จะชะลอความเร็วลงจนแทบจะหยุดเพราะเป็นเส้นทางในช่วงอันตราย ทำให้ได้ดื่มด่ำบรรยากาศทิวทัศน์งามๆ ได้อย่างเต็มที่ ถ้าใครที่ขับรถมาเองก็สามารถเดินไปตามไม้หมอนรถไฟเพื่อซึมซับบรรยากาศสวยๆ โดยรอบได้และยังเดินไปสักการะพระพุทธรูปที่ประดิษฐานไว้ในถ้ำกระแซะได้อีกด้วย โดยรอบบริเวณยังมีทั้งร้านอาหาร ร้านรวงขายสินค้าที่ระลึกต่างๆ ให้ได้ช็อปปิ้งกันอย่างเพลิดเพลินด้วย วิวโดยรอบยังเหมะที่จะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกได้หลากหลายมุม เหมาะที่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนเพราะจากกรุงเทพเดินทางมาไม่ไกลสามารถมาเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับก็ได้อีกด้วย

Read More
วัดหน้าพระเมรุ หากได้ไปแล้วคุณจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

วัดหน้าพระเมรุ หากได้ไปแล้วคุณจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

พระนครศรีอยุธยาจัดได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เป็นอดีตเมืองหลวงของประเทศไทย นั่นทำให้ย่อมมีสถาปัตยกรรมอย่างวัดที่ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ศาสนาประจำชาติไทยอยู่เยอะเป็นเรื่องธรรมดา นี่คือจังหวัดที่มีวัดดังๆ อยู่มากมาย แต่ละวัดก็ล้วนแล้วแต่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจทั้งสิ้น ปัจจุบันนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมมาสักการบูชาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลมากมาย วัดหน้าพระเมรุ ก็จัดว่าเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดในจังหวัดนี้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนมากมาย ประวัติศาสตร์วัดหน้าพระเมรุ พระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 รัชกาลที่ 10 แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ทรงสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2046 ประทานนามว่า วัดพระเมรุราชิการราม แต่ประชาชนทั่วไปมักเรียกว่า วัดหน้าพระเมรุ จึงทำให้กลายเป็นชื่อที่เรียกกันมาจนทุกวันนี้ ถือเป็นวัดที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอยุธยามาอย่างยาวนานมากๆ สำหรับวัดหน้าพระเมรุแห่งนี้ จุดท่องเที่ยวทำบุญที่ต้องห้ามพลาด สำหรับใครที่เดินทางมายังวัดหน้าพระเมรุจะต้องเดินทางเพื่อมานมัสการหลวงพ่อพระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถที่ถือว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งของเมืองอยุธยา หน้าพระอุโบสถมีความยาว 50 เมตร กว้างราว 16 เมตร มีมุขประดับทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลัง หน้าพระอุโบสถตรงทิศใต้ หลังพระอุโบสถตรงทิศเหนือ ถือเป็นพระอุโบสถที่มีความยาวและกว้างมาก อากาศถ่ายเท เย็นสบาย ไม่อับ แต่เป็นพระอุโบสถที่มี่หน้าต่างซึ่งสันนิษฐานกันว่าผู้สร้างน่าจะเลือกสร้างตามแบบฉบับของวัดตามสถาปัตยกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หน้าบันเป็นไม่สักแกะสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาค มีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาคล้อมรอบด้วยหมูเทพชุมนุมจำนวน 26 องค์มีบังฐานและกระจัง ลงรักปิดทอง ติดกระจกสีแบบเดียวกับบริเวณด้านหน้า ภายาในอุโบสถจะมีภาพเขียนสีโบราณเป็นรูปภิกษุณีสงฆ์สวยงามมาก ด้านในของพระอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองสำริดภายนอกถูกฉาบด้วยปูน มีการลงรักปิดทองปางมารวิชัย ทรงเครื่องพระมหากษัตราธิราชตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 4.4 เมตร สูงราว 6 เมตร พระนามว่า พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ จัดว่าเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย มีลักษณะที่สวยงามทุกมุมมองอย่างแท้จริง ถือเป็นสรณะที่พึ่งทางจิตใจของคนไทยมาอย่างช้านาน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองปกปักรักษาเมืองแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าใครไปก็ต้องไปนมัสการขอพรด้วยกันทั้งนั้น เรียกว่าสวยงาม ร่มรื่น และศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง

Read More