Author: admin

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แหล่งที่พักใจ สบายอารมณ์

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แหล่งที่พักใจ สบายอารมณ์

เมื่อเธอเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า เชื่อว่าเราหลายคนคงเคยได้ยินเพลงนี้กันมาบ้าง บางคนอาจจะรู้สึกคล้อยตามเพลงนี้ด้วยบางครั้งเมื่อเหนื่อยล้า การเดินเข้าป่าก็เป็นการผ่อนคลายตัวเราทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ถ้าหากอยากจะเข้าป่าจะไปไหนดี เราเลยมีสถานที่มาแนะนำ รับรองเลยว่า “อย่างน้อยก็ไม่ได้พบเจอคน ใจร้ายอย่างเธอ” แน่นอน ที่อยู่และการเดินทาง  อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อยู่ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตัวอุทยานอยู่ห่างจากอำเภอเมืองไกลหน่อยถึง 175 กิโลเมตร หากเราจะเดินทางไปท่องเที่ยวก็ต้องใช้รถยนต์ผ่านเส้นทางหลวงสาย 323 ไปถึงอำเภอทองผาภูมิ จากนั้นก็แยกไปที่เส้นทางหมายเลข 3272 ให้สังเกตที่ทำการอุทยานชั่วคราวหน้าหมู่บ้านปากคอก ก็จะถึงแล้ว จุดเด่นของอุทยาน อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ จุดเด่นเรายกให้ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอันสวยงามไม่แพ้แห่งไหนในประเทศ พื้นที่กว้างใหญ่ เราจะได้ชื่นชมความสวยงามของเทือกเขาตะนาวศรี และยอดเขาอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เขาช้างเผือก เขานิชา เขาพุถ่อง เขาเลาะโล เขาชะโลง ฯลฯ หรือจะลงมาสัมผัสน้ำเย็นที่ไหลมาตามธรรมชาติอย่างลำน้ำ ลำห้วย อย่าง ห้วยมาลัย ห้วยกบ ห้วยซ่าน โดยห้วยเหล่านี้จะไหลลงไปรวมกับแม่น้ำแควน้อย จุดแลนด์มาร์คสำคัญของอุทยาน หากใครได้ไปแล้วจะไปไหนดี หลายคนอาจจะเกิดคำถามเนื่องจากอุทยานแห่งนี้มีที่ท่องเที่ยวเยอะ เราขอยกส่วนหนึ่งมาบอกกันไว้กันพลาด เริ่มจาก ดอยต่องปะและ ดอยนี้ดีเรื่องการเดินทางเนื่องจากนำรถขึ้นไปจอดได้เลย เดินต่ออีกหน่อยก็ถึงแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นวิวด้านบนจะทำให้น้ำตกจ๊อกกะดิ่นด้วย สองเขาช้างเผือก อันนี้ก็ต้องไปเนื่องจากเขาลูกนี้เป็นเขาสูงสุดของอุทยาน ไปชมวิวบนความสูง 1,249 เมตรจากระดับน้ำทะเล ยิ่งถ้าได้เดินป่าเลียบไหล่เขานะ ยิ่งได้บรรยากาศของความสุดยอดเลย ไปให้ถึงจุดวัดใจอย่าง สันคมมีด หรือ สันวัดใจ รับรองว่าเราจะได้วิวอันสวยงามสุดประทับใจ สามสำรวจแหล่งน้ำ น้ำตกจ๊อกกตะดิ่น และน้ำตกผาแป ได้ทั้งสวยงามและสดชื่น รายละเอียดการไปเที่ยว การไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติทองผาภูมินั้น เราต้องทราบข้อมูลรายละเอียดอีกเล็กน้อย อย่างเช่น ค่าเข้าชมคนไทยสำหรับผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท ใครอยากไปกางเต็นท์นอนสามารถไปติดต่อได้ และการเดินสำรวจป่าไม่ควรไปเอง ควรติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกและนำทางเพื่อป้องกันอันตรายและการหลงป่าด้วย การเดินทางในหน้าฝนควรระมัดระวัง เอาล่ะถ้าเข้าใจกันแล้ว ถ้าเธอเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่าซะ

Read More
Lake Heaven สรวงสวรรค์แดนน้ำจืด ได้ไปซักที่จะต้องชอบ

Lake Heaven สรวงสวรรค์แดนน้ำจืด ได้ไปซักที่จะต้องชอบ

การท่องเที่ยวทั่วไทยนั้น นอกจากปริมาณแล้วความหลากหลายก็ถือว่ามากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ขาดแต่เพียงหิมะเท่านั้นที่ไม่มี แม้ว่าหลายคนอาจจะพุ่งเป้าไปที่ทะเลกันเสียส่วนใหญ่ แต่การท่องเที่ยวน้ำจืดก็มีสถานที่สวยๆ เยอะเหมือนกัน แถมที่พักก็สะดวกสบาย สนุก จนเราประทับใจกันเลยทีเดียว เช่นทีนี้ ที่อยู่ Lake heaven กาญจนบุรี การท่องเที่ยวน้ำจืด เราขอยกให้กับจังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ต้องไปเยือนสักครั้งเลย การล่องแพ ณ กาญจนบุรี มีความสวยงาม เงียบสงบ ใกล้ชิดธรรมชาติได้แบบถึงแก่นทีเดียว หากจะไปเราขอแนะนำ Lake heaven ก่อนเลย เค้าตั้งอยู่ที่ 241 หมู่ 5 ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี การเดินทางไม่ยากขับรถไปตามเส้นทาง 3199 จนถึงวัดหม่องกระแทะ แล้วเปิดจีพีเอสไปต่อได้เลย หาไม่ยาก จุดเด่นของ Lake heaven การได้เข้าพัก ณ Lake heaven ก้าวแรกเมื่อไปถึงเราจะต้องประทับใจในความสวยงามอย่างแน่นอน การจัดเรียงแพเป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับวางเครื่องเล่นทางน้ำ กิจกรรมทางน้ำเยอะแยะมากมาย ด้านแพก็สวยงาม น่าพักเป็นอย่างมาก มีทั้งห้องแอร์ และไม่แอร์ในตัวเสร็จสรรพ ด้านในห้องพักสิ่งอำนวยความสะดวกมีครบ กิจกรรมการเข้าพัก Lake heaven หากเราได้เข้าพัก Lake heaven รับรองเลยว่าไม่อยากไปไหนเลย เอาแค่กิจกรรมทางน้ำของพวกเค้าก็กินเวลาเราไปเกือบหมดแล้ว เครื่องเล่นทางน้ำของพวกเค้ามีเยอะมาก ไฮไลต์เด็ดเป็นสไลเดอร์สูง 5 เมตร ลองนึกภาพเราสไลด์ลงมาจากนั้นก็ลงน้ำไปอย่างสะใจดูสิ หรือจะเป็น แทมเพอรีน(เตียงกระโดด)ทางน้ำที่จะเป็นเหมือนสปริงบอร์ดให้กับเรา หรือจะเป็นฐานผจญภัยทางน้ำที่จะทำให้เราสนุก จนลืมวัยกันเลยทีเดียว สุดท้ายใครชอบการผจญภัยแนะนำเลยสำหรับการเล่นบานาน่าโบ๊ตเวอร์ชั่นน้ำจืด หรือจะเป็นขี่เจ็ตสกี ก็น่าสนใจมาก เล่นหมดนี่ก็หมดวันแล้ว ยิ่งได้เล่นกับกลุ่มเพื่อนด้วยนะ ส่วนสายท่องเที่ยวเค้ามีบริการ (เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม) การท่องเที่ยวรอบเขื่อนศรีนครินทร์ หรือ ทะเลสาบรอบเกาะก็สวยงามเหมือนกันยิ่งวิวพระอาทิตย์ตกนะ ฟินกระจาย อาหารเข้าก็เด็ด ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากเล่นน้ำกันแล้ว หิวข้าว ก็ไม่ต้องห่วงไป Lake heaven เค้ามีบริการอาหารด้วย ขอกระซิบตรงนี้ว่า Lake heaven อาหารเค้าก็เด็ดดวงเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารทั่วไป หรือจะเป็นอาหารท้องถิ่น ที่ทั้งสด อร่อย แปลกลิ้นแต่รับรองว่าขออีกจานแบบไม่ต้องคิดเลย…

Read More
สังขละบุรี ธรรมชาติอันงดงามถ้าได้ไปสักครั้งจะดีต่อใจ

สังขละบุรี ธรรมชาติอันงดงามถ้าได้ไปสักครั้งจะดีต่อใจ

สถานที่เที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีอันเลื่องชื่ออีกแห่ง มีผู้คนจำนวนมากนิยมเดินทางกันไปนั่นคือ สังขละบุรี เมืองที่อาจเรียกได้ว่าติดชายแดนไทยพม่าจนกลายเป็นดินแดนสองวัฒนธรรมแล้วอาศัยอยู่กันได้อย่างลงตัวสุดๆ เหมาะกับการเดินทางเพื่อไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตความงดงามของผู้คน อาหารอร่อย สถานที่ท่องเที่ยวบรรยากาศดีๆ เป็นเมืองที่หล่อเลี้ยงด้วยสายน้ำขนานแท้จนกลายเป็นวิถีชีวิตแบบชินตา ใครก็ตามหาก ได้มีโอกาสมายังเมืองแห่งนี้จะต้องประทับใจกับความสงบ ความเป็นกันเอง และอีกหลากหลายเรื่องราว สังขละบุรี เมืองดีๆ ที่มีความงดงามในตัวเอง สังขละบุรีเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดกับประเทศพม่าทำให้เมืองแห่งนี้มีวัฒนธรรมไทยผสมผสานกับวัฒนธรรมพม่าได้อย่างลงตัว หากใครได้มีโอกาสเดินทางไปเชื่อว่าต้องหลงมนต์เสน่ห์แห่งความงดงามของสังขละบุรีแบบถอนตัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอน จุดเด่นแรกที่อยากแนะนำให้ทุกคนมารู้จักเมื่อมาเยือนยังเมืองแห่งนี้ก็คือ สะพานมอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้พาดผ่านเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียเพื่อเข้าไปยังหมู่บ้านมอญ ได้รับการยกให้เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และมีความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งของพม่า ถือเป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นของเมืองสังขละบุรีที่ทุกคนคุ้นชิน ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายืนจุดอันเป็นโลโก้พร้อมชักภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งระหว่างการยืนถ่ายรูปอยู่นั้นเราอาจเห็นวิถีชีวิตหนึ่งอันน่าตื่นเต้นคือการกระโดดจากสะพานมอญลงไปยังแม่น้ำซองกาเรียของเด็กๆ ที่นี่ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติมาก อีกความน่าสนใจก็คือเมืองสังขละบุรีแห่งนี้หากใครต้องการชื่นชมประวัติศาสตร์หรือเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ จะมีมัคคุเทศก์น้อยสำหรับการให้ความรู้ บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับสังขละบุรีแบบละเอียดยิบพร้อมด้วยการแต่งกายแบบชาวมอญบวกกับน้ำเสียงแสนน่ารักชวนหลงใหลบางทีฟังอยู่เพลินๆ อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องมัคคุเทศก์น้อยบรรยายครบจบไปทุกหัวข้อแล้ว ส่วนสายทำบุญที่แนะนำอยากให้ไปยังสังขละบุรีแห่งนี้มากๆ นั่นเพราะจะมีพิธีตักบาตรมอญซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวสังขละบุรีที่สืบทอดกันมายาวนาน ทุกๆ 6.30 น. ชาวบ้าน นักท่องเที่ยว จะต่อคิวอย่างเนืองแน่นสำหรับรอใส่บาตรพระสงฆ์ พบเห็นเด็กน้อยนำโถข้าวต่อกันหลายชั้นวางไว้บนศีรษะ พบผู้คนแต่งตัวสไตล์ชาวมอญให้ได้ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศยามเช้ากันอย่างชุ่มปอด ใครต้องการหลีกหนีความวุ่นวายมาพบเจอกับบรรยากาศแสนเรียบง่าย เงียบสงบ ต้องมาสัมผัสกับสังขละบุรีรับรองว่ามีอะไรดีๆ ให้ประทับใจมากมาย

Read More
เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 สถานที่ย้อนอดีตเหมือง บุพเพสันนิวาส

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 สถานที่ย้อนอดีตเหมือง บุพเพสันนิวาส

การให้ความใส่ใจกับวัฒนธรรมไทยถือเป็นเรื่องดีที่คนรุ่นใหม่อย่างเราทุกคนควรต้องอนุรักษ์เอาไว้ให้ยาวนนาน ไม่อย่างนั้นวิถีชีวิต การแต่งกาย อาหารการกิน หรือแม้แต่ศิลปะทางคำพูด ศิลปะไทย นาฏศิลป์ ต่างๆ จะหายไปหากไร้ซึ่งคนสืบทอด ด้วยเหตุนี้เองจึงได้เกิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ขึ้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเน้นในเรื่องการนำเสนอวัฒนธรรมไทยแบบที่คนไทยควรเป็นแถมยังเป็นการช่วยให้คนไทยมองเห็นคุณค่าของความงดงามแบบในอดีตอีกด้วย สถานที่ดังกล่าวมีชื่อว่า เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เมืองท่องเที่ยวแบบย้อนยุคที่ไม่ใช่แค่บรรยากาศรอบข้างแต่คนที่จะเข้าไปในเมืองนี้ก็ต้องย้อนยุคตามด้วย กลิ่นอายความเป็นไทยพาให้หลงเข้าไปยัง เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะเป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่กว่า 60 ไร่ ในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการจำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ยุครัชกาลที่ 5 ส่วน ร.ศ. 124 ก็มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ทรงประกาศเลิกทาสเอาไว้เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ซึ่งตรงกับ ร.ศ. 124 นั่นเอง สำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศการใช้ชีวิตแบบริมคลองสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีการจำลองพื้นที่ต่างๆ เอาไว้มากมาย เช่น สะพานหัน ในอดีตพื้นที่ของสะพานหันจริงๆ คือการล่องเรือค้าขายของผู้คน ในอดีตสะพานแห่งนี้ของสยามเป็นสะพานไม้แผ่นเดียวพาดข้ามคลอง ปลายฝั่งหนึ่งจะตรึงแน่นกับที่ ส่วนอีกฝั่งจะไม่มีการตรึงไว้เพื่อให้หันไปมาเวลาเรือแล่นผ่าน กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานแห่งนี้ใหม่เป็นโครงเหล็กมีความแข็งแรง กระทั่งรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนรูปแบบทำเป็นสะพานริอัลโตทีนครเวนิส และปองเตเวกคิโอ ณ เมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี ลักษณะสะพานไม้โค้งกว้าง สองฝั่งมีห้องแถวสำหรับขายของ นอกจากนี้จุดเด่นของ เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ที่ควรค่ากับการได้ไปสัมผัสก็คือมีการแต่งชุดไทยเดินชมภายในสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ แลกเหรียญแบบเงินพดด้วงสมัยก่อนสำหรับการจับจ่ายซื้อของ มีขนมไทยหายากมากมายซึ่งสมัยนี้คงพบเห็นได้ยากยิ่ง เช่น ช่อม่วง มีวิถีชีวิตอย่างการใช้กระต่ายขูดมะพร้าว การเดินทางด้วยรถลากแบบสมัยก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างนี้คือความน่าสนใจจนต้องเดินทางไปยัง เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เพื่อพบเห็นด้วยตาตนเองว่ามันสวยงามมากขนาดไหน แม้ใครไม่มีชุดไทยที่นี่ก็มีไว้ให้เช่าบริการไม่ต้องเป็นห่วง มาร่วมอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ด้วยกันกับการเดินทางมายังเมืองมัลลิกา ร.ศ.124

Read More

น้ำตกเอราวัณ น้ำใสสะอาด บรรยากาศดีจนใครๆ ก็ต้องไปสัมผัส

น้ำตกเอราวัณเป็นอีกจุดหมายปลายทางที่เหล่านักท่องเที่ยวต้องการมาเยือน ตั้งอยู่ในอำเภอศรีสวัสดิ์จังหวัดกาญจนบุรี เป็นน้ำตกที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ บนริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย มีชื่อเดิมก่อนหน้านี้ว่าน้ำตกสะด่วงม่องล่าย เพราะมีต้นทางน้ำจากยอดเขาตาม่องล่ายบนเทือกเขาสลอบ ระยะทางของสายน้ำตกยาว 1,500 เมตร น้ำตกแสนสวยแห่งนี้มีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกันออกไปและมีชื่อเรียกที่ไพเราะตามเอกลักษณ์ของน้ำตกแต่ละชั้น มีแอ่งน้ำในน้ำตกให้ได้ลงไปแช่น้ำใสเย็นสบายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดที่อยู่ไม่ไกลใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น น้ำตกเอราวัณชั้นแรกมีชื่อเรียกว่า ไหลคืนรัง เป็นน้ำตกชั้นที่มีปลาอาศัยอยู่อย่างชุกชุมที่สุดเหมือนเป็นรังที่อาศัยของเหล่าปลา โดยเฉพาะปลาพลวง ปลาพลวงเป็นปลาน้ำจืดสีเขียวอมน้ำตาลตัวใหญ่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับปลาตะเพียน น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 2 มีชื่อว่า วังมัจฉา ในธารน้ำตกชั้นที่สองนี้น้ำแบ่งเป็นสองสีสวยงามคือน้ำใสและน้ำที่มีสีเขียว และยังมีม่านน้ำตกอยู่ด้วย ในชั้นที่สองนี้ยังคงมีปลาแหวกว่ายกันอยู่มากมาย น้ำตกเอราวัณชั้นที่  3 มีชื่อว่า ผาน้ำตก เพราะมีน้ำตกที่ทิ้งตัวลงมาจากผาหินสูงชันมีสะพานไม้ให้เดินขึ้นไปสู่น้ำตกชั้นที่ 4 น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 4 มีชื่อว่า อกผีเสื้อ ชื่อนี้ได้มาจากลักษณะของก้อนหินใหญ่ที่อยู่ในน้ำตกมีลักษณะมองไปคล้ายหน้าอกของหญิงสาว น้ำตกที่ไหลพาดผ่านก้อนหินทั้งสองก้อนให้ความรู้สึกถึงความนุ่มนวลคล้ายกับว่าเป็นอกนุ่มไม่ใช่ก้อนหินสองก้อนที่แข็งกร้าว น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 5 มีชื่อว่า เบื่อไม่ลง ส่วนน้ำตกชั้นที่ 6 ชื่อ ดงพฤกษา ชั้นสูงสุดชั้นที่ 7 ชื่อว่า ภูผาเอราวัณ การมาเที่ยวยังน้ำตกเอราวัณนักท่องเที่ยวจะได้เล่นน้ำและชมธรรมชาติอันสวยงาม มีกิจกรรมที่จัดขึ้นแก่นักท่องเที่ยวเป็นการเดินป่าชมธรรมชาติในระยะทาง 1000 กว่าเมตรใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง และอีกเส้นทางหนึ่งมีระยะทางที่ยาวกว่าคือประมาณ 1940 กิโลเมตร ไปจรดที่น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 4 โดยจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณนำเดินป่าและมีการบรรยายถึงธรรมชาติรอบๆ ตัวด้วย ค่าธรรมเนียมในการเข้าชมอุทยานแห่งาติเอราวัณและน้ำตกเอราวัณผู้ใหญ่คิดราคา 40 บาท เด็ก 20 บาท มีรถกอล์ฟให้บริการรับส่งในราคาเที่ยวละ 20 บาท หากใครที่ต้องการค้างแรมที่น้ำตกเอราวัณทางอุทยานก็มีทั้งสถานที่กางเต้นท์ อุปกรณ์กางเต้นท์และบ้านพักไว้บริการมากมาย

Read More
ทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ ลองไปดูแล้วจะพบสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต

ทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ ลองไปดูแล้วจะพบสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต

หากกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคแถบตะวันตกของไทยแล้วคงจะไม่มีที่ไหนมีชื่อเสียงมากไปกว่าทางรถไฟสายมรณะ เพราะที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่และเป็นสิ่งก่อสร้างประวัติศาสตร์ที่คนทั่วโลกจะต้องจดจำ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนระลึกถึงความโหดร้ายและโศกนาฏกรรมแห่งสงครามโลกครั้งที่สองของมวลมนุษยชาติ ท่ามกลางความสวยงามที่แวดล้อมอยู่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติดั้งด้นเดินทางมาเพื่อสัมผัส คนไทยเราเองจึงควรได้ไปเยือนให้ได้อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง ใกล้ๆ กันมีถ้ำที่มีชื่อเสียงคือ ถ้ำกระแซะ ทั้งสองที่นี้เราจะได้นำมารีวิวเป็นแนวทางสำหรับใครที่กำลังเตรียมทริปเที่ยวกาญจนบุรี ถ้ำกระแซะเป็นจุดชมวิวและเป็นสถานีรถไฟอยู่บนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่นี่ถูกกล่าวขานกันว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดและอันตรายที่สุดในเส้นทางรถไฟสายนี้ ลักษณะของถ้ำกระแซะเป็นถ้ำขนาดเล็กที่ทอดตัวอยู่ริมหน้าผาสูงใกล้กับทางรถไฟสายมรณะ ที่พักของเชลยศึกคือทหารเชลยฝ่ายพันธมิตรที่ถูกใช้แรงงานอย่างโหดเหี้ยมในช่วงที่มีการสร้างทางรถไฟจากประเทศไทยเชื่อมไปยังประเทศพม่าในช่วงสงครามโลก ว่ากันว่าการก่อสร้างทางรถไฟในบริเวณนี้ถือเป็นการก่อสร้างที่อันตรายที่สุด มีเชลยศึกจำนวนมากที่ต้องสังเวยชีวิตไป ณ จุดนี้ เพราะสองข้างทางฟากฝั่งหนึ่งเป็นหุบเหวสูงลึกถ้าตกลงไปร่างจะดำดิ่งสู่แม่น้ำแควใหญ่ทันที อีกฝั่งจะต้องตัดหินที่เป็นผาสูงชัน แต่ในความเศร้าและเรื่องราวต่างๆ กลับต้องสยบยอมให้กับวิวโดยรอบที่สวยงามจนไม่หน้าเชื่อ ที่นี่ระยะทางช่วงทางรถไฟและสถานีถ้ำกระแซะมีระยะทางประมาณ 400 เมตร สามารถเดินทางมาได้ทั้งทางรถยนต์และทางรถไฟ แต่ผู้คนและนักท่องเที่ยวจะนิยมเดินทางมาโดยรถไฟ เพราะจะสัมผัสกับความสวยงามและวิวโดยรอบที่ใกล้ชิดสวยงามกว่า เมื่อรถไฟมาถึงยังบริเวณ 400 เมตรนี้จะชะลอความเร็วลงจนแทบจะหยุดเพราะเป็นเส้นทางในช่วงอันตราย ทำให้ได้ดื่มด่ำบรรยากาศทิวทัศน์งามๆ ได้อย่างเต็มที่ ถ้าใครที่ขับรถมาเองก็สามารถเดินไปตามไม้หมอนรถไฟเพื่อซึมซับบรรยากาศสวยๆ โดยรอบได้และยังเดินไปสักการะพระพุทธรูปที่ประดิษฐานไว้ในถ้ำกระแซะได้อีกด้วย โดยรอบบริเวณยังมีทั้งร้านอาหาร ร้านรวงขายสินค้าที่ระลึกต่างๆ ให้ได้ช็อปปิ้งกันอย่างเพลิดเพลินด้วย วิวโดยรอบยังเหมะที่จะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกได้หลากหลายมุม เหมาะที่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนเพราะจากกรุงเทพเดินทางมาไม่ไกลสามารถมาเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับก็ได้อีกด้วย

Read More
วัดหน้าพระเมรุ หากได้ไปแล้วคุณจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

วัดหน้าพระเมรุ หากได้ไปแล้วคุณจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

พระนครศรีอยุธยาจัดได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เป็นอดีตเมืองหลวงของประเทศไทย นั่นทำให้ย่อมมีสถาปัตยกรรมอย่างวัดที่ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ศาสนาประจำชาติไทยอยู่เยอะเป็นเรื่องธรรมดา นี่คือจังหวัดที่มีวัดดังๆ อยู่มากมาย แต่ละวัดก็ล้วนแล้วแต่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจทั้งสิ้น ปัจจุบันนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมมาสักการบูชาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลมากมาย วัดหน้าพระเมรุ ก็จัดว่าเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดในจังหวัดนี้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนมากมาย ประวัติศาสตร์วัดหน้าพระเมรุ พระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 รัชกาลที่ 10 แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ทรงสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2046 ประทานนามว่า วัดพระเมรุราชิการราม แต่ประชาชนทั่วไปมักเรียกว่า วัดหน้าพระเมรุ จึงทำให้กลายเป็นชื่อที่เรียกกันมาจนทุกวันนี้ ถือเป็นวัดที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอยุธยามาอย่างยาวนานมากๆ สำหรับวัดหน้าพระเมรุแห่งนี้ จุดท่องเที่ยวทำบุญที่ต้องห้ามพลาด สำหรับใครที่เดินทางมายังวัดหน้าพระเมรุจะต้องเดินทางเพื่อมานมัสการหลวงพ่อพระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถที่ถือว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งของเมืองอยุธยา หน้าพระอุโบสถมีความยาว 50 เมตร กว้างราว 16 เมตร มีมุขประดับทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลัง หน้าพระอุโบสถตรงทิศใต้ หลังพระอุโบสถตรงทิศเหนือ ถือเป็นพระอุโบสถที่มีความยาวและกว้างมาก อากาศถ่ายเท เย็นสบาย ไม่อับ แต่เป็นพระอุโบสถที่มี่หน้าต่างซึ่งสันนิษฐานกันว่าผู้สร้างน่าจะเลือกสร้างตามแบบฉบับของวัดตามสถาปัตยกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หน้าบันเป็นไม่สักแกะสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาค มีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาคล้อมรอบด้วยหมูเทพชุมนุมจำนวน 26 องค์มีบังฐานและกระจัง ลงรักปิดทอง ติดกระจกสีแบบเดียวกับบริเวณด้านหน้า ภายาในอุโบสถจะมีภาพเขียนสีโบราณเป็นรูปภิกษุณีสงฆ์สวยงามมาก ด้านในของพระอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองสำริดภายนอกถูกฉาบด้วยปูน มีการลงรักปิดทองปางมารวิชัย ทรงเครื่องพระมหากษัตราธิราชตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 4.4 เมตร สูงราว 6 เมตร พระนามว่า พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ จัดว่าเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย มีลักษณะที่สวยงามทุกมุมมองอย่างแท้จริง ถือเป็นสรณะที่พึ่งทางจิตใจของคนไทยมาอย่างช้านาน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองปกปักรักษาเมืองแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าใครไปก็ต้องไปนมัสการขอพรด้วยกันทั้งนั้น เรียกว่าสวยงาม ร่มรื่น และศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง

Read More
โรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี สถานที่ดีสวยงดงามน่าพักพร้อมราคาค่าเช่าห้อง

โรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี สถานที่ดีสวยงดงามน่าพักพร้อมราคาค่าเช่าห้อง

สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนแบบเป็นธรรมชาติ ชิลล์สุดๆ ไปกับการล่องแพ แช่น้ำแรก และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความสุขพร้อมความประทับใจแบบไม่รู้ลืม กาญจนบุรีคือจุดหมายที่จะต้องทำให้คุณได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน และหากว่าคิดจะมาทำกิจกรรมต่างๆ แบบนี้ต้องนึกถึงโรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี โรงแรมที่ไม่ใช่แค่ห้องพักเพียงอย่างเดียว รู้จักกับโรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี โรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีห่างจากทางเข้าน้ำตากไทรโยคน้อยมาประมาณ 7 กิโลเมตรเท่านั้น เมือคุณได้เข้ามาสัมผัสยังโรงแรมแห่งนี้คุณจะได้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติในแบบฉบับเฉพาะตัวไม่เหมือนใครเพราะที่นี่รายล้อมไปด้วยต้นไม้อันเขียวขจีให้ความรู้สึกเหมือนฉีกตัวออกมาจากความวุ่นวายในเมืองพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมาให้แบบเต็มตา คุณจะได้สัมผัสกับคำว่า ออนเซนเมืองไทย ที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงญี่ปุ่น โรงแรมแห่งนี้ยังอยู่ติดกับขุนเขาให้คุณรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่แปลกใหม่ ใกล้กับริมแม่น้ำแควน้อย พร้อมห้องพักหลากหลายสไตล์และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมายให้ได้สนุกสนานอย่างเต็มที่ เหตุผลที่ต้องไปพักยังโรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี แม้ว่าโรงแรมในจังหวัดกาญจนบุรีจะมีอยู่หลายแห่งแต่เชื่อเหลือเกินว่าคงไม่มีที่ไหนจะพิเศษมากไปกว่าโรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ กาญจนบุรี ตรงที่โรงแรมแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น ออนเซนเมืองไทย กับการได้มีโอกาสแช่บ่อน้ำพุร้อนที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่น สถานที่สำหรับการแช่บ่อน้ำร้อนมีชื่อว่า Rock Valley Hot Spring and Fish Spa เป็นแหล่งแช่น้ำร้อนกลางแจ้งที่มีบ่อแช่น้ำร้อนให้เลือกถึง 15 บ่อ แต่ละบ่อก็จะมีการใส่สมุนไพรไทยลงไปด้วย อาทิ บ่ออัญชัน, บ่อกระเจี๊ยบแดง, บ่อกเปลือกส้ม, บ่อกาแฟ, บ่อชาจีน, บ่อยูคาลิปตัส, บ่อน้ำนม นอกจากนี้ยังมีบ่อสปาปลาอีกด้วย ห้องพักพร้อมราคา ห้องพักแพ – บ้านพักเรือนไทยขนาบน้ำ มีระเบียงด้านหน้า ราคา 4,900 บาทต่อห้องต่อคืน ห้องคลีฟวิง – อาคารสามชั้นถูกออกแบบอย่างหรูหราพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน วิวภูเขาและแม่น้ำแควน้อย ราคา 4,600 บาทต่อห้องต่อคืน ห้องพักอาคารริมน้ำ – อาคารสามชั้นติดวิวแม่น้ำ มีกระจกใสมองเห็นได้ชัดเจน มีชานระเบียงให้ได้พักผ่อน ราคาตามฤดูกาล ห้องพักรอยัลวิง – อาคารสามชั้นเห็นวิวแม่น้ำชัดเจน ภายในตกแต่งแบบไทย ห้องนอนกับห้องนั่งเล่นแยกจากกันเป็นสัดส่วน มีระเบียงให้ชมแม่น้ำแควน้อย ราคา 3,800 บาทต่อห้องต่อคืน ห้องพักอาคารเชิงเขา – อาคารชั้นเดียว ด้านในกว้างขวาง วิวสวน…

Read More
รีสอร์ท ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี พร้อมห้องพัก ราคาต่อห้องเท่าไร

รีสอร์ท ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี พร้อมห้องพัก ราคาต่อห้องเท่าไร

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการดื่มด่ำธรรมชาติเพื่อสูดโอโซนให้เต็มปอดท่ามกลางขุนเขาที่แสนร่มรื่น เขียวชอุ่มโอบล้อมไปทั่วทั้งรีสอร์ท สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติอย่างแนบชิดติดกับแม่น้ำแควแล้วขอแนะนำรีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีที่จะทำให้คุณได้ลิ้มลองกับความสุดยอดของธรรมชาติอย่างแท้จริงนั่นคือ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี บรรยากาศรอบตัวที่พัก ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี นี่คือสุดยอดรีสอร์ทที่จะทำให้คุณได้สัมผัสไปกับความเป็นธรรมชาติอย่างเต็มตัวโดยเฉพาใครก็ตามที่ต้องการหลบหลีกความวุ่นวายในเมืองใหญ่ไปสัมผัสกับความเงียบสงบ รีสอร์ทแห่งนี้คือการตอบโจทย์ที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ ตัวไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำแควด้วยการใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งชั่วโมงแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนทั้งหุบเขาที่รายล้อมให้บรรยากาศสุดสดชื่น รอบตัวรีสอร์ทก็เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิดให้ได้ชื่นชมกับความเป็นธรรมชาติในแบบที่หาไม่ได้จากไหน มีบริการสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ภายในรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวได้ทั้งการว่ายน้ำท่ามกลางต้นไม้และภูเขาอันแสนโรแมนติก ห้องพักแต่ละห้องก็ถูกจัดแต่งไว้อย่างดีพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่จะทำให้ผู้เข้าพักทุกคนประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน รายละเอียดห้องพักและราคา เต็นท์วิวแม่น้ำและริมน้ำ – เป็นลักษณะของบูติคเต็นท์ ปลอดภัย เป็นส่วนตัว เงียบสงบ ท่ามกลางความเป็นธรรมชาติและหุบเขาชมวิวแม่น้ำแควแบบงดงามภายในเต๊นท์ติดแอร์เย็นสบาย ขนาด 20 ตร.ม. ราคาขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเข้าพัก ห้องซูพีเรียร์ – พักผ่อนท่ามกลางแมกไม้ด้วยห้องขนาด 30 ตร.ม. มองเห็นวิวสระน้ำและสวน สามารถเลือกได้ทั้งการแช่น้ำอุ่นหรืออาบฝักบัวก็ไม่ใช่ปัญหา ราคาราว 3,500 บาทต่อคืน ห้องดีลักซ์ – ห้องพักสไตล์โมเดิร์นขนาด 31 ตร.ม. ริมแม่น้ำแคว เลือกได้ทั้งแบบมีหรือไม่มีระเบียง ราคาราว 4,000 บาทต่อคืน ห้องแกรนด์ดีลักซ์ – ห้องพักสไตล์โมเดิร์นนขนาด 39 ตร.ม. มีชานส่วนตัวสำหรับนั่งเล่นรับลมชมวิว ราคาราว 4,500 บาทต่อคืน ห้องเอ็กเซ็กคูทีฟ สวีท – ห้องพักสไตล์โมเดิร์นทั้งวิวเขาและแม่น้ำแควแบบพาโนรามาขนาด 71 ตร.ม. แบ่งเป็น 2 ส่วน พร้อมอ่างจากุชชี่ ราคาราว 8,500 บาทต่อคืน ห้องพูลวิวล่า 1 ห้องนอน – หรูหราเหมือนอยู่บ้านท่ามกลางธรรมชาติ มีสระว่ายน้ำส่วนตัว ห้องขนาด 65 ตร.ม. ราคาราว 9,000 บาทต่อคืน ห้องพูลวิลล่า 2 ห้องนอน – หรูหราเหมือนอยู่บ้านวิวธรรมชาติและแม่น้ำแคว สระว่ายน้ำส่วนตัว ห้องขนาด 130 ตร.ม. ราคาราว 11,000 บาทต่อคืน บ้านร่มไม้ – เหมาะสำหรับคนที่มาเป็นหมู่คณะ…

Read More
เที่ยวน้ำตกทุ่งนางครวญ น้ำใสสะอาดหากได้ไปแล้วจะติดใจ

เที่ยวน้ำตกทุ่งนางครวญ น้ำใสสะอาดหากได้ไปแล้วจะติดใจ

กาญจนบุรีเมืองท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติมากมาย น้ำตกถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนี้ที่มักได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ด้วยความที่เมืองนี้เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานสถานที่ท่องเที่ยวอย่างน้ำตกจึงมีความน่าสนใจอยู่หลายแห่งเช่นเดียวกัน หนึ่งในน้ำตกของกาญจนบุรีที่หลายคนอาจยังไม่รู้จักแต่เชื่อได้ว่าหากลองมาสัมผัสจะต้องหลงรักอย่างแน่นอนนั่นคือ น้ำตกทุ่งนางครวญ น้ำตกที่สวยงามอีกแห่งของประเทศไทย น้ำตกทุ่งนางครวญ จัดว่าเป็นน้ำตกที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีความสวยงาม บรรยากาศร่มรื่น เหมาะกับการมาพักผ่อน เล่นน้ำ หรือตั้งแคมป์เป็นที่สุด น้ำตกทุ่งนางครวญหรือบางคนก็เรียกว่าน้ำตกนางครวญ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านทุ่งนางครวญ ต.ชะแล อ.ลำคลองงู กาญจนบุรี เป็นน้ำตกที่อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติลำคลองงูมากที่สุด ถือว่าเป็นน้ำตกหินปูนที่มีขนาดใหญ่ มีน้ำให้เห็นตลอดทั้งปี ต้นน้ำของน้ำตกแห่งนี้มาจากลำห้วย  2 สาย คือ ห้วยทองผาภูมิและห้วยชะอี้ เมื่อรวมกันเป็นห้วยขนาดใหญ่ผ่านป่าไม้จนมาถึงน้ำตก มีทั้งหมด 7 ชั้น แต่ว่าเปิดให้เข้าชมเพียงแค่ชั้น 1 – 4 เท่านั้น การเดินทางจากถนนลาดยางตรงเข้ามาสู่อุทยานฯ เส้นทางจะค่อยๆ เป็นลูกรังอัดแน่นแต่ก็ไม่ได้วิบากมากนัก ระยะทางราว 3 กิโลเมตร ผ่านสวนปาล์ม ไร่มันสำปะหลัง และที่ของชาวบ้าน พอมาถึงด่านเก็บเงินก็ต้องขับต่อไปถึงจุดกางเตนท์อีกประมาณ 1 กิโลเมตร เส้นทางนี้จะเป็นป่าทึบ ซุ้มป่าไผ่ บรรยากาศร่มรื่นสุดๆ เมื่อถึงจุดกางเตนท์หากต้องการเดินเข้าไปชมความงดงามของตัวน้ำตกจะต้องเดินเท้าต่อเข้าไปอีกประมาณ 700 เมตร บริเวณรอบๆ น้ำตกจะเป็นป่าดิบมีต้นไม้และพืชพรรณมากมาย จัดว่าเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก มีความเป็นธรรมชาติ กิ่งไม้คดเคี้ยวให้ความรู้สึกแปลกตาบางช่วงจะมีการทำเป็นทางเดินและมีไม้ไผ่กั้นไว้ตามไหล่เขา เส้นทางบริเวณน้ำตกก็เต็มไปด้วยต้นไม่น้อยใหญ่มากมาย มีดอกไม้ป่าและเห็ดป่าที่เชื่อว่าหลายคนคงไม่ได้เห็นกันง่ายๆ แน่นอน สิ่งสำคัญคืออย่าไปเด็ดหรือเก็บมาเด็ดขาดปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเพื่อให้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำหรับคนอื่นๆ ต่อไป จากชั้นที่ 1 สามารถเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นที่ 2 ได้แบบไม่ยาก แต่การขึ้นไปยังชั้น 3-4 จะค่อนข้างยากเนื่องจากต้องลุยน้ำขึ้นไป ที่สำคัญทางจะลื่นมากต้องระมัดระวังสูง แต่หากใครขึ้นไปได้ขอบอกเลยว่าสวยสุดๆ เนื่องจากน้ำตกจะไหลจากหน้าผาสูงกว่า 30 เมตร ตกมาสู่แอ่งสีมรกตด้านล่างทีนักท่องเที่ยวสามารถเล่นน้ำได้ด้วย

Read More