Year: 2019

ต้นจามจุรียักษ์ กาญจนบุรี แลนด์มาร์คอายุ 1000 ปี ที่ต้องไปสักครั้ง

ต้นจามจุรียักษ์ กาญจนบุรี แลนด์มาร์คอายุ 1000 ปี ที่ต้องไปสักครั้ง

ถ้าคุณเป็นคนรักในธรรมชาติ ชอบถ่ายภาพวิวเขาหรือต้นไม้ ต้องห้ามพลาดเยี่ยมชมไฮไลท์ของจังหวัดกาญจนบุรีเด็ดขากับ “ต้นจามจุรียักษ์” ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ใช่แล้วครับ ฟังไม่ผิดหรอกเพราะมันมีอายุมานานมากขนาดนั้นแล้วจริงๆ ด้วยการที่มันอยู่มานานทำให้ลำต้นใหญ่โต แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่ว สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนที่ผ่านมาเห็น ทำให้ถูกเปลี่ยนมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี หลังจากทางจังหวัดได้เข้ามาดูแล ได้มีการจัดทำสระพานไม้ขึ้นมารอบต้นตามจุรี เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนเดินทางเข้าไปเหยียบราก หรือเข้าไปขูดขอเลขเด็ดจากต้นไม้ อีกทั้งยังมีการปรับปรุงทัศนียภาพโดยรอบให้สวยงาม ด้วยการทำสวนเพิ่มขึ้นมารอบบริเวณ รวมถึงการนำไม้ดอกไม้ประดับมาตกแต่งเพิ่มความสวยงาม ความยิ่งใหญ่ของต้นจามจุรียักษ์ ต้นจามจุรียักษ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่เดินทางไปเที่ยวเมืองกาญ เพราะมันอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่ ไม่ว่าใครเมื่อมาพบเห็นมันเป็นครั้งแรก ก็จะต้องตื่นตาตื่นใจไปกับขนาดความใหญ่โตของลำต้นที่มีกิ่งก้านสาขายื่นออกมาไกลหลายเมตร สร้างร่มเงาเป็นบริเวณกว้างกว่า 51 เมตร เขาว่าลำต้นต้องใช้คนมากกว่า 10 คนโอบ ด้วยขนาดนี้บอกเลยว่าไม่ได้หาดูได้ที่ไหนง่ายๆ หรืออาจจะเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยเลยก็ได้ นอกจากจะมีจุดถ่ายภาพจากต้นไม้สวยๆแล้ว ก็อย่าลืมมาถ่ายภาพสวนด้านนอกที่งดงามไม่แพ้กัน โดยส่วนตัวการที่มีสะพานยกระดับขึ้นมาให้เราเดิน ถือเป็นเรื่องที่น่าจะทำมาตั้งนานแล้ว เพราะนอกจากที่จะป้องกันไม่ให้ผู้คนไปเหยียบหรือนั่งทับบนรากไม้แล้ว เรายังสามารถนั่งพักผ่อนได้ตามขอบสะพานอีกด้วย การถ่ายรูปในขณะนั่งก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ อย่างไรก็ตามทุกคนควรปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เขากำหนดเอาไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการห้ามลงไปเดินบนพื้นหญ้าด้านล่าง ซึ่งจะมีป้ายเขียนห้ามเอาไว้อย่างชัดเจน การเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ หากเข้ามาจากทางวัดถ้ำมังกร ให้ขับรถเข้าไปในกองการสัตว์ ที่จะต้องผ่านหน้าวัดถ้ำมุนีย์นาถ เพื่อเข้ามายังกองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 จะพบกับต้นจามจุรียักษ์อยู่ด้านใน ซึ่งจะต้องขับรถตรงเข้าไป ระหว่างทางจะมีป้ายบอกเส้นทางอยู่ตลอดเวลา นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถเข้ารับชมได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงมักจะเป็นประชาชนมักจะเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจกันที่ต้นไม้ใหญ่แห่งนี้กันเป็นประจำ บางคนก็มานั่งนอนอ่านหนังสือได้ฟีลไปอีกแบบ

Read More
วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดโบราณสวยตระการตาในกรุงเทพ

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดโบราณสวยตระการตาในกรุงเทพ

‘วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร’ หรือ ชาวบ้านเรียกกันในภาษาไม่เป็นทางการว่า ‘วัดแจ้ง’ หรือบางคนก็เรียกสั้น ว่า ‘วัดอรุณ’ เป็นวัดมีอายุยาวนานโบราณ สร้างมาตั้งแต่ในสมัยอยุธยา โดยสาเหตุที่วัดแห่งนี้ ได้ชื่อว่า วัดแจ้ง เป็นเพราะ องค์พระเจ้าตากฯ ผู้มีบุญคุณแก่ประชาชนคนไทยทุกคน ได้ทรงออกทำศึก แล้วก็ยกทัพกลับมาก็เป็นเวลาเช้าพอดี ท่านได้แลเห็นความสวยงามของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องในยามเช้าอาบไปทั่ว ณ วัดแห่งนี้ หากแต่มีเรื่องเล่ากันว่า แรกเดิมทีวัดแห่งนี้ มีชื่อเรียกว่า ‘วัดมะกอก’ ‘วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร’ ความสวยงามอันแสนตราตรึง แห่งกรุงเทพ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวัง ณ ที่ประทับนั้น ท่านได้ทรงนำป้อมวิชัยประสิทธิ์เป็นที่ตั้งของตัวพระราชวัง หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ขยายเขตแดนพระราชฐานออกไป จนวัดแจ้งกลายเป็นวัดภายในพระราชวังนับตั้งแต่นั้นมา พระปรางค์ใหญ่วัดอรุณ จัดเป็นงานศิลปกรรม ซึ่งได้รับการยกย่องว่างามสง่าและมีความโดดเด่นที่สุด ได้รับการก่อสร้างโดยช่างฝีมือชั้นครู ผู้มีความเชี่ยวชาญในขั้นสูง โดยบริเวณยอดบนของพระปรางค์ ได้รับการประดับ – ประดา ด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบ รวมทั้งเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ชั้นสูง ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศจีน แผ่นดินใหญ่ โดยมีลวดลายงดงามมาก แสดงให้เห็นว่าเป็นของเก่าแก่ อันหายากได้อย่างยิ่ง! โดยวัดแห่งนี้ ได้รับการบูรณะอยู่เรื่อยๆ บริเวณรอบๆ ของพระปรางค์ใหญ่วัดอรุณฯ จะปรากฏให้เห็นพระปรางค์เล็กจำนวน 4 องค์ และตั้งโดยรอบทั้ง 4 ทิศ โดยภายในเป็นที่ประดิษฐ์ฐานของพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ในส่วนกำแพงแก้วกั้น ก็ประกอบด้วยฐานทักษิณจำนวน 3 ชั้น และมีรูปปั้นมาร กับกระบี่แบกฐานสลับกันไปเรื่อยๆ สร้างบรรยากาศที่น่าเกรงขามมากขึ้น และก็ยังมีซุ้ม 4 ซุ้มเข้าไปประกอบให้มีความอลังการงานสร้างมากขึ้นอีกด้วย ณ ปัจจุบันนี้ พระปรางค์วัดอรุณฯ ผ่านการบูรณะครั้งใหญ่มาหลายต่อหลายครั้ง หากแต่ครั้งล่าสุด คือ วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556 จนกระทั่งได้ดำเนินการ ด้วยความสำเร็จอย่างลุล่วงเป็นที่เรียบร้อย สมบูรณ์ สำหรับการบูรณะในครั้งนี้ พระปรางค์มีสภาพทรุดโทรมอย่างร้ายแรงมาโดยตลอด โดยนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะทั้งชาวไทย หรือชาวต่างชาติ ที่ต้องการเข้าชมพระปรางค์วัดอรุณฯ ควรแต่งกายให้เหมาะสม มีความสุภาพ รวมทั้ง มีสติจับอยู่ตลอดเวลา ใช้ความระมัดระวังในการเดินให้มาก เนื่องจากบันไดค่อนข้างสูงชัน นอกจากนี้บางช่วงก็ค่อนข้างแคบ ทำให้ค่อนข้างอันตราย…

Read More
5 อันดับที่เที่ยวเมืองกาญ 3 วัน 2 คืน ราคาสบายกระเป๋า

5 อันดับที่เที่ยวเมืองกาญ 3 วัน 2 คืน ราคาสบายกระเป๋า

กาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างสูง โดยจังหวัดนี้มีทั้งแหล่งประวัติศาสตร์, ธรรมชาติ รวมทั้งวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ สำหรับคนมีเวลาไม่มากนักอย่าง 3 วัน 2 คืน ก็สามารถเสพประสบการณ์ ได้อย่างเต็มอิ่ม ชาร์ตแบตเพื่อเสริมพลังให้กับตัวเองได้ในเพียงในเวลาแค่ 3 วัน 5 อันดับสถานที่แห่งเมืองกาญจนบุรี ไม่อยากให้คุณพลาด 1.สะพานข้ามแม่น้ำแคว สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีเลยทีเดียว ไม่ว่าใครได้มากาญจนบุรี ก็อยากจะมาถ่ายรูปสะพานแห่งนี้ด้วยกันทั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวประวัติศาสตร์อันสุดยิ่งใหญ่ของประเทศไทย โดยสะพานแห่งนี้ทอดตัวยาวข้ามผ่านแม่น้ำแคว ยืนหยัดด้วยความแข็งแกร่งมีทางรถไฟอยู่ตรงกลางสะพาน ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปชมได้ และอีกหนึ่งไฮไลค์สำคัญห้ามพลาด คือ ให้รอเวลาขบวนรถไฟวิ่งข้ามผ่านสะพานแห่งนี้ มันจะก่อเกิดกลายเป็นภาพสวยงามมาก 2.น้ำตกเอราวัณ น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแม้ในหมู่ชาวต่างชาติเองก็ตาม โดยมีลักษณะเป็นน้ำตกหินปูน น้ำมีสีเขียวมรกตใส มีความงดงามมาก มีทั้งหมด 7 ชั้น โดยชั้น 7 มีเอกลักษณ์อันน่าตกตะลึง คือ ธารน้ำตกจะมีน้ำไหลหลั่นลงมาตามแนวหิน แลดูคล้ายรูปช้าง 3 เศียร หรือ ช้างเอราวัณ 3.นอนพักบนแพริมแม่น้ำแคว การนอนพักบนแพริมแม่น้ำแคว นับเป็นเสน่ห์ที่อยากให้คุณลองมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่ง เพราะนอกจากคุณจะได้ชื่นชม กับความสวยงามของธรรมชาติของฝั่งริมแม่น้ำแควแล้ว คุณก็ยังจะได้พักผ่อนหย่อนใจและกายอย่างเต็มที่ท่ามกลางบรรยากาศสุดเงียบสงบหาไม่ได้ในเมืองกรุงอีกด้วย และยังมีกิจกรรมอันน่าสนุกสนานให้ได้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำเล่น, พายเรือ, ล่องแพ และเล่นน้ำตก คุณจะยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย 4.เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนชื่อดังแห่งนี้ เป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียวมีขนาดใหญ่สุดในประเทศไทย มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ รายล้อมด้วยภูเขาอันแสนสวยงาม บรรยากาศเงียบสงบมาก คุณสามารถมาเดินเล่นบริเวณสันเขื่อน หรือจะนั่งเรือชมธรรมชาติในเขื่อนก็ได้ รับรองว่าฟินอย่าบอกใคร 5.เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 เมืองจำลอง ที่มีการสร้างความเป็นเมืองเก่าในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอาคารต่างๆ รวมทั้งการแต่งกายของเจ้าหน้าที่ ก็ทำให้บรรยากาศเหมือนย้อนยุคกลับไปยังช่วงสมัย ร.5 นอกจากนี้ยังมีอาหารและขนมพื้นบ้านโบราณหากินยากให้คุณได้ลองชิมอีกด้วย

Read More